งานวิจัยพบว่า!! คนไม่ชอบอาบน้ำมี “ผิวพรรณดีกว่า” คนที่อาบน้ำเป็นประจำ ซะอีก!!

แน่นอนว่าถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กกับการที่คนเราต้องอาบน้ำวันละสองรอบ คือเช้าและเย็น นั่นอาจจะเป็นเพราะสภาวะของอากาศที่ร้อนในเมืองไทย และด้วยการใช้ชีวิตที่ต้องตากแดดอยู่เป็นประจำทำให้มีเหงื่อไหลออกมาเสมอ แต่ในตางประเทศเขาได้มีการวิจัยและทดสอบกันอย่างจริงจังในเรื่องนี้ และคำตอบที่ได้ก็เหลือเชื่อซะจริงๆ ซึ่งจะเป็นอย่างไรต้องตาม  ไปดูด่วนๆ จ้า Dr.Casey Carlos ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโรคผิวหนัง จากมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ซานดิเอโก้ แคลิฟอร์เนีย บอกว่าการอาบน้ำทุกวัน และครั้งละนานๆ ไม่ส่งผลดีกับร่างกายคนเราเพราะปกติแล้วผิวหนังของคนเราสามารถทำความสะอาดได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว และการที่เราถูสบู่เพราะเชื่อว่ามันทำให้ร่างกายสะอาดขึ้นนั้น แท้จริงแล้วมันคือตัวทำลายน้ำมันในชั้นผิวหนังของเราต่างหาก   แถมการอาบน้ำบ่อยๆ ยังทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง และเจ้าสบู่ก้อนยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ด้วย ที่สำคัญคือเมื่อเราถูสบู่บนผิวหนังของเรา สบู่ยังไปทำลายแบคทีเรียดีๆ ที่มีไว้ปกป้องผิวของเราโดยธรรมชาติอีกด้วย   ซึ่งเราจะสังเกตได้เมื่อหลังอาบน้ำจะรู้สึกคันที่ผิวหนัง ก็เพราะผิวหนังของเราเริ่มแตก และนั่นแหละมันคือการเปิดทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และอาจเกิดการติดเชื้อได้มากกว่าเดิม   แต่อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศบ้านเราก็ยังคงไม่เอื้ออำนวยให้อยู่แบบไม่อาบน้ำได้ ก็เพราะแค่เดินออกไปหน้าประตูบ้าน แดดก็เร่งเหงื่อให้ออกมาเต็มตัวแล้ว แต่จะว่าไปหากนำมาใช้ในหน้าหนาวก็คงจะไม่เป็นอะไรมากหรอกมั่งเนอะ ขอบคุณข้อมูลจาก : buzzfeed.com Read More …

คุณลักษณะที่ดีของครูที่ดีจากผลการวิจัย

ฝ่ายโครงการของวิทยาลัยครูบ้านเจ้าพระยา ได้ทำการวิจัยเรื่องลักษณะของครูที่สังคมต้องการ โดยนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ในเขตกรุงเทพฯ เป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้สรุปผล ดังนี้ 1. ด้านความประพฤติควรมีความประพฤติที่ดีเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก ๆ และสังคม 2. ด้านความรู้ทางด้านวิชาการ ควรมีความรู้กว้างขวางนอกเหนือไปจากความรู้เฉพาะ 3. ด้านการสอนต้องรู้จักพัฒนาปรับปรุงการสอนของตนให้ได้ผลดี 4. ด้านการปกครองนักเรียน ควรฝึกนักเรียนให้มีวินัยควบคู่ไปกับการอบรมทางศีลธรรม 5. ด้านมนุษย์สัมพันธ์ของครู ครูควรสร้างความเข้าใจและคุณความดีของสังคม 6. ด้านบุคลิกภาพของครู ครูควรแต่งกายเหมาะสม มีอารมณ์มั่นคง มีเสียงพูดชัดเจน และมีลักษณะของความเป็นผู้นำ 7. ด้านการทำงานนอกเวลา และงานอดิเรกของครู เห็นว่าครูควรทำได้ไม่กฎหมาย หรือขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ผลงานการวิจัยของ เฉลียว บุรีภัคดี เกี่ยวกับคุณลักษณะของครูที่ดีโดยการรวบรวมข้อมูลจากนักเรียน ผู้ปกครอง Read More …

ผลการวิจัยเผย ‘ผู้หญิงมีความจำดีกว่าผู้ชายจริงๆ’ ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเองอีกต่อไป

สงสัยกันไหมว่าทำไมผู้หญิงถึงมักจะมีความจำดีกว่าผู้ชาย ยิ่งเรื่องที่เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างวันครบรอบต่างๆ เบอร์โทรพ่อของเพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งวันเกิดแม่ของแฟน ทำไม๊ ทำไมถึงจะต้องจำกันได้แม่นขนาดนั้น ! แถมบางเรื่องถ้าจำไม่ได้นี่เล่นเอาถึงตายได้เลย ถ้าเจอคำถาม “วันนี้วันอะไร?” ก็ให้คุณผู้ชายเตรียมตัวไว้เลยว่าอาจเป็นวันสุดท้ายที่คุณจะได้หายใจอย่างสะดวกๆ ฮ่าๆ ผลการวิจัยบอกว่า ‘ผู้หญิงมีความจำดีกว่าผู้ชายจริงๆ’ จริงๆ แล้วทุกข้อสงสัยมันมีคำตอบอยู่เสมอ เพราะผลการวิจัยได้บอกออกมาแล้วว่าผู้หญิงมีความจำดีกว่าผู้ชายจริงๆ ซึ่งทั้งนี้ก็เกิดจากปัจจัยด้านชีวภาพของร่างกายเรานี่แหละ ลองมาดูกันว่าความเป็นไปได้ต่างๆ ที่ทำให้ผู้หญิงจำแม่นโคตรๆ เกิดจากอะไรได้บ้าง 1. จากผลวิจัยด้านสมองของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า กระแสไฟฟ้าในสมองของผู้ชายและผู้หญิงทำงานต่างกัน จึงทำให้มีความถนัดที่ต่างกัน โดยหลังจากการสแกนสมองของผู้เข้าร่วมวิจัยกว่า 1,000 คน สามารถสรุปผลออกมาได้ว่า กระแสไฟฟ้าในสมองของผู้ชายและผู้หญิงมีรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยสมองของผู้หญิงทั่วไปจะมีการทำงานร่วมกันของสมองซีกซ้ายและขวา ขณะที่สมองผู้ชายจะทำงานเป็นซีกๆ ไป โดยมีเพียงส่วนเดียวที่สมองของผู้ชายเชื่อมโยงกันระหว่างซีกซ้ายและขวาคือ ส่วน เซเรเบลลัม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย จากผลการศึกษากระแสไฟฟ้าในสมองของผู้หญิงและผู้ชาย Read More …

ผลวิจัยเผย หาก”ฟังเพลงแล้วขนลุก” แสดงว่ามีสมองที่พิเศษกว่าคนอื่น

เพื่อนๆ เคยเป็นกันบ้างมั้ยตอนเวลาฟังเพลงสักเพลงหนึ่งที่เรารู้สึกอินและมีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อหาหรือดนตรีของเพลงนั้นสุดๆ จนทำให้เกิดการขนลุกขึ้นซะอย่างงั้น ซึ่งในเรื่องนี้ Matthew Sachs นักศึกษาปริญาเอกจากมหาวิทยาลัย Harvard ได้เคยศึกษาเกี่ยวกับเสียงเพลงที่ให้ความรู้สึกต่างๆ ในขณะที่ฟัง เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา โดยทำการสำรวจจากนักศึกษา 20 คน พบว่ามี 10 คน ได้รับความรู้สึกต่างๆ ที่เพลงส่งออกมาราวกับกลายเป็นส่วนหนึ่งกับเพลงที่ฟัง ส่วนนักศึกษาที่เหลือบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย จากผลสำรวจดังกล่าวทำให้ Matthew พบว่าคนที่สามารถเข้าถึงอารมณ์ของเพลงจนส่งผลต่อสภาพจิตใจและร่างกายได้นั้น จะเป็นคนที่มีลักษณะสมองที่แตกต่างจากคนอื่นๆ หากอ้างอิงจากผลวิจัยก็จะพบว่า ถ้าคุณมีอาการขนลุกขณะฟังเพลงแสดงว่าร่างกายจะมีเส้นประสาทสมองในบริเวณคอร์เท็กซ์ของระบบรับเสียง (Auditory Cortex) ที่เชื่อมต่อกับอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าคนอื่น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนสามารถฟังเพลงและสื่ออารมณ์ได้เป็นอย่างดีนั่นเองผลวิจัยเผย หากฟังเพลงแล้วขนลุก แสดงว่ามีสมองที่พิเศษกว่าคนอื่น งานวิจัยชิ้นนี้ถูกนำไปตีพิมพ์ใน Oxford Academic โดยทาง Neuroscience ก็ได้พูดถึงงานวิจัยของเขาเช่นกันว่า Read More …

งานวิจัยเผย “วิธีการพูดคุย” ที่ทำให้คนเรา “มีความสุข” มากยิ่งขึ้น

ไม่จำเป็นต้องมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ เราก็รู้กันดีว่าบทสนทนาซ้ำซากเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศไม่ก็ทีมกีฬาท้องถิ่นเป็นเรื่องที่น่าเบื่อซะไม่มี แล้วการพูดคุยสัพเพเหระ (small talk) แบบนี้มีผลกระทบสำคัญต่อความสุขของคุณบ้างรึเปล่านะ? ล่าสุด มีงานวิจัยที่มาไขข้อสงสัยนี้แล้ว ผลชี้ชัดว่า การพูดเรื่องสัพเพเหระมากเกินไปทำให้ความสุขในชีวิตลดลงจริงๆ ซึ่งในทางกลับกัน การสนทนากันอย่างมีเนื้อหาสาระมากขึ้น ก็จะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น การพูดเรื่องสัพเพเหระเป็นตัวทำลายความสุข นักจิตวิทยา Matthias Mehl ได้คิดวิธีพิสูจน์ว่าบทสนทนามีผลต่ออารมณ์คนเราอย่างไร ด้วยการรับอาสาสมัครเพื่อติดตั้งเครื่องอัดเสียงไว้ที่ตัว โดยมันจะบันทึกบทสนทนาของพวกเขาทุกๆ 12.5 นาทีเป็นระยะเวลาสี่วัน จากนั้นก็ถอดเทปมาบันทึกว่าช่วงไหนที่เป็นการพูดกันเรื่อยเปื่อย ช่วงไหนเป็นการถกเกี่ยวกับประเด็นสำคัญๆ เช่น เหตุการณ์ปัจจุบัน และช่วงไหนที่เป็นการพูดคุยเรื่องจำเป็น เช่นว่า ใครจะเป็นคนเอาขยะไปทิ้ง เป็นต้น ระหว่างนั้น พวกเขาก็ติดตามบันทึกระดับมวลความสุขของผู้เข้าร่วมอย่างละเอียด และผลที่ออกมาก็คือ “Mehl และทีมงานวิจัยพบว่าอาสาสมัครที่มีความสุขมากที่สุดนั้นสนทนาเรื่องที่มีเนื้อหาสาระมากถึงสองเท่า และสนทนาสัพเพเหระเพียงแค่หนึ่งส่วนสามของอาสาสมัครที่มีความสุขน้อยที่สุด” Jenn Granneman กล่าวไว้ในเว็บไซต์ Psychology Today   คำถามคือ Read More …