10 สัมฤทธิผล! ตัววัดกึ๋นผู้บริหารสถานศึกษามือใหม่!

กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสำคัญหลายประการที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษา โดยมีเจตนาที่จะสร้างโอกาสและคุณภาพทางการศึกษา ซึ่งทุกภาคส่วนมีบทบาทในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาไปสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะผู้อำนวยการสถานศึกษาถือว่าเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ เพราะเป็นจุดเชื่อมของนโยบายกับการปฏิบัติที่ใกล้ชิดกับผู้เรียนมากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าผู้อำนวยการสถานศึกษา นอกจากจะมีความรู้ความสามารถสูงแล้ว จะต้องเป็นผู้นำครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้ปกครองและชุมชนให้มาร่วมมือส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา ดังนั้นจะต้องคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษาที่พร้อมด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ และมีศักยภาพในการเป็นผู้นำสถานศึกษา   สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เป็นหน่วยงานบังคับบัญชา กำกับดูแลผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ จึงกำหนดแนวทางในการคัดเลือกและพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาตามนโยบายและทิศทางของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเริมต้นที่กลุ่ม “ผู้บริหารสถานศึกษาใหม่”  โดยคาดหวังว่าจะได้ผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถและผลการปฏิบัติงานที่ดี มาเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับสถานศึกษาสถานศึกษา โดยมีกระบวนการดังนี้   การคัดเลือกผู้ที่มีสมรรถนะกระบวนการคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษา มีความสำคัญที่จะทำให้ได้มาซึ่งผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ความเหมาะสมทั้งด้านคุณวุฒิ วัยวุฒิ มีประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษาและมีภาวะผู้นำสูงหรือโดยรวมว่า “มีสมรรถนะ” โดยกระบวนการคัดเลือกรูปแบบใหม่ เน้นคัดเลือกจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์การบริหารสถานศึกษาโดยพิจารณาตัดสินจากผลการสอบข้อเขียน ผลการประเมินประวัติและผลการปฏิบัติงานควบคู่กันไป   การพัฒนาสมรรถนะก่อนแต่งตั้งเมื่อผ่านการคัดเลือกแล้วแล้วต้องเข้าสู่กระบวนการพัฒนาก่อนการบรรจุและแต่งตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมง และต้องผ่านการอบรมตามเกณฑ์ที่กำหนด จึงจะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยในการพัฒนาก่อนแต่งตั้งกำหนดเนื้อหาพัฒนาเพื่อให้เกิด “สมรรถนะ” ทั้งสมรรถนะหลักและสมรรถนะประจำสายงาน ก่อนไปปฏิบัติงาน   3.การปฏิบัติงานที่สถานศึกษามีขั้นตอนดังนี้    3.1 การศึกษาบริบทของสถานศึกษา หลังจากการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเสร็จแล้ว จะมีคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ผู้ผ่านการพัฒนาไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาที่เลือกตามลำดับที่ประกาศผลการคัดเลือก การปฏิบัติงานของผู้อำนวยการสถานศึกษาในระยะเวลา 1 ปี จะอยู่ภายใต้คำแนะนำปรึกษาของคณะกรรมการที่ปรึกษา(Coaching Team) เพื่อให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาสามารถปฏิบัติงานตามระเบียบ กฎหมายและภารกิจที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งคณะกรรมการที่ปรึกษาจะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด  โดยผู้อำนวยการสถานศึกษาต้องศึกษาบริบทของสถานศึกษาในด้านต่างๆ Read More …

8 คุณสมบัติของคนที่จะมาเป็นผอ.

1.รักในงานบริหารอย่างจริงจัง รักในการบริหารเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ใช่คนที่ขี้เกียจสอนแล้วมาสอบเป็นผู้บริหาร พอได้ตำแหน่งมาก็ไม่ได้ชื่นชอบในตำแหน่งจนทำให้ระบบในการบริหารจัดการภายในโรงเรียนล้มเหลว 2.มีอุดมการณ์และเป้าหมายในการทำงาน มีอุดมการณ์ชัดเจน มีเป้าหมายที่เด่นชัด กำหนดไว้เป็นข้อๆ แล้วนำพาทีมให้บรรลุจุดประสงค์ของการทำงาน หากขาดในข้อนี้ไปก็คล้ายกับการใช้ชีวิตไปวันๆ 3.มีภาวะผู้นำ ไม่แสดงอารมณ์อ่อนไหวง่าย ไม่ก้าวร้าว นั่งสงบ ควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี มีสติ ควบคุมสกาณการณ์ได้ ทำให้ลูกน้องเคารพนับถือ เป็นแบบอย่างที่ดีเสมอมา 4.ลุยไปด้วยกันกับลูกน้อง เวลาให้งานลูกน้องก็จะเข้าใจระบบของงานดี เวลาที่ลูกน้องลงมือทำก็จะคอยให้กำลังใจอยู่เสมอ งานสำเร็จก็รู้จักชื่นชม พองานออกมาล้มเหลวก็ไม่โทษแต่ลูกน้อง โทษตัวเองที่ไม่เข้ามาควบคุมงาน ลงเรือลำเดียวกันกับลูกน้อง พาทีมให้ไปถึงเป้าหมาย 5.กล้าที่จะรับผิด หากตัวเองทำผิดพลาด ก็มีภาวะผู้นำพอที่จะกล้ารับผิดชอบ และพร้อมที่จะปรับปรุง เพราะคนที่จะเป็นผู้นำก็ย่อมมีผิดพลาดมีถูกต้องเสมอ สำคัญอยู่ที่กล้าที่จะรับผิดหรือเปล่าเท่านั้นเอง… 6.สร้างขวัญและกำลังใจ สร้างขวัญและกำลังใจให้กับครูและนักเรียน เป็นทีมเดียวกันกับพวกเขา ซื้อใจพวกเขาได้ ผอ.ก็จะสามารถใช้งานในเรื่องใดๆก็ง่าย เพราะพวกเขาทำด้วยใจ ใช่โดนบังคับ 7.เข้าใจจิตวิทยาการบริหาร Read More …

ทักษะการพูดสำหรับผู้นำผู้บริหาร

ผศ.ดร.ญาดา อารัมภีร โลกทุกวันนี้เป็นโลกของการติดต่อสื่อสาร “การพูด” เป็นวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คนที่จะเป็น “ผู้นำ” ต่อไปในอนาคตจะอยู่ในประเภทมีปากเหมือนไม่มีไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับผู้นำแล้ว แค่ “พูดได้” เท่านั้นยังไม่พอ ต้องถึงขั้น “พูดเป็น” จึงจะถือว่าใช้ได้ แต่การพูดใช่ว่าอยากพูดอะไรก็พูด สักแต่เปิดปากพรั่งพรูถ้อยคำออกมาเป็นชุด ๆ ชนิดไม่ไล่ไม่เลิก หรือพูด ๆ ๆ ๆ โดยไม่รู้จักเวล่ำเวลา ไม่ดูโอกาส ไม่เลือกสถานที่ ด้วยถือคติว่าฉันพอใจจะพูดซะอย่างใครจะทำไม ถ้าทำได้แค่นั้นก็คือ “พูดได้” ไม่ใช่ “พูดเป็น” เพราะผู้นำที่พูดเป็นต้องรู้ตัวและเตือนตัวเองตลอดเวลาว่า ควรพูดเรื่องอะไร ควรพูดเมื่อไร และควรพูดอย่างไร พูดสั้นยาวแค่ไหน ทั้งยังต้องพูดให้ได้ผลตามที่ตั้งใจไว้อีกด้วย ทำไมผู้นำถึงต้องพูดเป็น นั่นก็เพราะว่าผู้นำเกิดมาเพื่อพูดมากกว่าทำ ในขณะที่ผู้ตามเกิดมาเพื่อทำมากกว่าพูด Read More …