เห็นลูกดื้ออย่าเพิ่งดุอย่าเพิ่งด่า วิจัยบอกว่าเด็กดื้อจะประสบความสำเร็จมากกว่าเมื่อโตขึ้น

เห็นลูกดื้ออย่าเพิ่งดุอย่าเพิ่งด่า เห็นลูกดื้ออย่าเพิ่งดุอย่าเพิ่งด่า วิจัยบอกว่าเด็กดื้อจะประสบความสำเร็จมากกว่าเมื่อโตขึ้น เด็กดื้อรั้นส่วนใหญ่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ จริงหรือ ผลการศึกษานี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Developmental Psychology หลังจากที่ทีมงานใช้เวลาติดตามเด็กกว่า 700 คน ตั้งแต่อายุ 9 ปี ไปจนถึง 40 ปี โดยเน้นการติดตามคุณลักษณะของแต่ละคน เช่น การเป็นคนที่ชอบความท้าทาย มีแนวโน้มที่จะแหกกฎระเบียบต่างๆ มีความรอบคอบ พากเพียร อุตสาหะ เป็นต้น พบว่า เด็กดื้อรั้นส่วนใหญ่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของตัวเอง เด็กที่ไม่ชอบปฏิบัติตามกฎระเบียบ และไม่ค่อยเชื่อฟังผู้ปกครอง มักมีรายได้สูงกว่าเพื่อนๆ รายงานชิ้นนี้ระบุด้วยว่า เด็กที่ไม่ชอบปฏิบัติตามกฎระเบียบ และไม่ค่อยเชื่อฟังผู้ปกครอง จำนวนไม่น้อยมีรายได้สูงกว่าเพื่อนๆ และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยว่า เด็กเหล่านี้เลือกประกอบอาชีพอะไร อาจเป็นไปได้ว่าอาชีพนั้นๆ Read More …

การวิจัยในชั้นเรียน ไม่ยากอย่างที่คิด

มาถึงช่วงเวลานี้ทุกท่านคงตระหนักดีแล้วว่างานวิจัยในชั้นเรียนนั้นสำคัญอย่างไร แต่อยู่ที่ว่าครูมีความเข้าใจการวิจัยในชั้นเรียนเพียงใด ได้ทดลองลงมือทำบ้างแล้วหรือยัง ซึ่งมีหลายท่านเมื่อพูดถึงคำว่า “วิจัย” ภาพของเอกสารหรือตำราเล่มหนาๆ โตๆ และสถิติที่ยุ่งยากผุดขึ้นในใจ “มีประโยชน์มากมายแต่ทำได้ยากเหลือเกิน เปรียบเหมือนยาขมที่ครูจำเป็นต้องรับประทาน” ดังนั้นบทความนี้จึงนำเสนอเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการวิจัยในชั้นเรียนนั้นไม่ยากย่างที่คิด ความแตกต่างของการวิจัยในชั้นเรียนกับการวิจัยทั่วไป การวิจัยเป็นวิธีการศึกษาหาความรู้ที่เป็นระบบโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งการวิจัยประเภทใดก็ตามจะมีขั้นตอนสำคัญๆ ไม่แตกต่างกันคือ การกำหนดปัญหาการวิจัย การแสวงหาสู่ทางแก้ปัญหา การใช้วิธีการต่างๆ แก้ปัญหา การบันทึกและการปฏิบัติการแก้ปัญหา การสรุปและนำเสนอผลการแก้ปัญหา สำหรับการวิจัยในชั้นเรียนมีขั้นตอนการดำเนินงานเช่นเดียวกันกับการวิจัยทั่วไป แต่ต่างกันที่การวิจัยในชั้นเรียนมีเป้าหมายเพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์สูงสุด มิใช่การมุ่งสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาหรือขยายองค์ความรู้ในศาสตร์ของตนเอง (ซึ่งหากครูสามารถทำได้ถึงขั้นนี้นับว่าเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษา) ดังนั้นการวิจัยในชั้นเรียนจึงเป็นการทำวิจัยไปพร้อมๆ กับการจัดการเรียนการสอนไม่แยกส่วนออกจากกัน นอกจากนั้นการวิจัยในชั้นเรียนไม่มีรูปแบบการดำเนินงานหรือรูปแบบการเขียนรายงานวิจัยที่เป็นทางการมากนัก อาจจะทำเป็นวิจัยง่ายๆ 4-5 หน้า หรือจะทำเป็นงานวิจัย 5 บท ก็ได้เช่นกัน กระบวนการวิจัยในชั้นเรียน กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนที่จะนำเสนอนี้หากท่านลองฝึกคิดและทำตามไปทีละขั้นเชื่อมั่นว่าท่านจะได้งานวิจัย 1.เลือกปัญหาการวิจัย ปัญหาที่นำมาใช้ในการวิจัยพิจารณาได้จาก 2.- Read More …

ใครว่าเด็กไทยไม่ฉลาด!!! สุดยอดเด็กไทย ป.5 เจ๋ง! คว้ารางวัลวิจัยระดับโลก

วันที่ 26 มีนาคม 2561 เวลา 13.30 น. ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ราชการจังหวัดขอนแก่น ให้เกียรติร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจกับเด็กหญิงอริสา อิวาย นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเมทนีดล จังหวัดขอนแก่น ที่คว้ารางวัลนำเสนองานวิจัยดีเด่น บทความโครงการจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เป็นนักวิจัยที่อายุน้อยที่สุดที่เข้าร่วมการเสนอผลงานวิจัยในเวทีทางวิชาการในการนำเสนอผลงานวิชาการทางด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาชนบทอย่างยั่งยืนโดยในปี 2561 จัดขึ้นที่ประเทศเมียน มาร์ ภาพข่าว ชยุต อนุสุริยา โดยองค์กรนานาชาติด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในชนบท ระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัย Train Agricultural University มหาวิทยาลัยอันดับ 1 Read More …

หน้าตาดีก็มีข้อเสีย: งานวิจัยพบคนหน้าตาดี หางานสกิลล์ต่ำทำยาก

โดยปกติฝ่ายทรัพยากรมนุษย์มักจะมีอคติเพราะหลงในรูปลักษณ์ของคนสมัครงานค่อนข้างมาก คนหน้าตาดีบุคลิกดีจึงได้เปรียบเวลาไปสมัครงานทำงานในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี แต่ข้อได้เปรียบของคนหน้าตาดีในการหางานก็จำกัดอยู่แต่เฉพาะงานดีๆ ที่คนแย่งกันทำเป็นหลัก ถ้าคนหน้าตาดีจะไปหางานที่ต้องใช้ทักษะน้อยนายจ้างกลับเมินซะงั้น หลักฐานยืนยันอยู่ในงานวิจัยล่าสุดซึ่งเผยแพร่ในวารสารว่าด้วยบุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคม (Journal of Personality and Social Psychology) คณะนักวิจัยจาก London Business Shcool พบว่า อคติต่อคนหน้าตาดีนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ที่คนเลือกคนหน้าตาดีมาทำงาน เขาก็คำนึงด้วยว่างานแบบไหนที่คนหน้าตาดีอยากทำ ผู้วิจัยได้ทำการทดลองกับอาสาสมัครเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จำนวน 750 คน โดยให้แต่ละคนมาดูภาพของแคนดิเดตสองคน คนหนึ่งถือว่าดูดีมีเสน่ห์ตามมาตรฐานสังคม อีกคนดูไม่มีเสน่ห์อะไร แล้วก็ตั้งคำถามกับพวกเขาเพื่อประเมินว่า อาสาสมัครเห็นว่าแคนดิเดตแต่ละคนคู่ควรต่อผลลัพธ์ที่ดีจากหน้าที่การงานต่างๆ เพียงใด เสร็จแล้วก็ให้อาสาสมัครเลือกแคนดิเดตให้เข้าคู่กับงานต่างๆ ซึ่งมีระดับความน่าทำต่างกันไปคือมีงานที่คนอยากทำมากอย่างเช่นผู้จัดการ ผู้อำนวยการโครงการ ไปถึงงานที่คนอยากทำน้อยเช่น คนงานในโกดัง แม่บ้าน ตัวแทนฝ่ายบริการลูกค้า ปรากฏว่า 3 ใน 4 ของการทดลอง อาสาสมัครมักจะเลือกคนหน้าตาดีไปทำงานที่คนส่วนใหญ่อยากทำ แต่กับงานที่คนไม่ค่อยอยากทำซึ่งมักเป็นงานสกิลล์ต่ำค่าจ้างน้อย Read More …

เด็กกรี๊ดหนักมาก!งานวิจัยเผย เด็กจะสุขภาพดีและเรียนเก่งขึ้นถ้าเข้าเรียนตอน 10 โมงเช้า!

งานวิจัยล่าสุดค้นพบว่าการปรับเวลาเข้าเรียนให้ช้าลงจาก 8.30 น. เป็น 10.00 น. แทน ส่งผลดีเป็นอย่างมากในกลุ่มเด็กวัยรุ่น ทั้งด้านการเรียน สุขภาพจิต และสุขภาพกาย จากการทำกรณีศึกษาทดลองในโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ พบว่าภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี อัตราการเจ็บป่วยของเด็กนักเรียนลดลงกว่าครึ่ง รวมไปถึงผลการเรียนที่สูงขึ้นอย่างน่าทึ่ง และนั่นก็เป็นเพราะว่าเด็กๆ มีเวลานอนหลับมากขึ้นนั่นเอง “เวลาเรียนส่งผลต่อเรื่องสุขภาพมากที่สุด” ดร. พอล เคลลี่ (Dr. Paul Kelly) นักเขียนจาก Open University กล่าว “เริ่มด้วยการเจ็บป่วยทางกาย ถัดมาเป็นสุขภาพจิตใจ และสุดท้ายก็ส่งผลไปยังการเรียน” ดร. เคลลี่ยังเสริมอีกว่าตั้งแต่โรคอ้วนไปจนถึงโรคซึมเศร้าล้วนแต่สัมพันธ์กับเวลาเรียนที่เช้าจนเบียดเบียนเวลาพักผ่อนทั้งสิ้น ดร. กาย มีโดวส์ (Dr. Guy Meadows) ผู้ร่วมก่อตั้ง The Read More …