10 ลักษณะสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียน

๑. ครูเป็นผู้วิจัยเอง เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่วงการวิชาชีพครู ๒. ผลการวิจัยสามารถแก้ปัญหาผู้เรียนได้ทันเวลา และตรงจุด ๓. การวิจัยช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างทฤษฏีและการปฏิบัติ ๔. การเพิ่มศักยภาพการคิดสะท้อน(Reflective Thinking) ของครูต่อปัญหาที่เกิดในห้องเรียน ๕. การเพิ่มพลังความเป็นครูในวงการการศึกษา ๖. การเปิดโอกาสให้ครูก้าวหน้าทางวิชาการ ๗. การพัฒนา และทดสอบการแก้ปัญหาในชั้นเรียน ๘. การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความคิดเรื่องการเรียนการสอน และทางแก้ปัญหา ๙. การนำเสนอข้อค้นพบและการรับฟังข้อเสนอแนะจากกลุ่มครู ๑๐. การวิจัยและพัฒนาเป็นวงจร (Cycle) เพื่อทำให้ข้อค้นพบสมบูรณ์ขึ้น โดยที่จุดมุ่งหมายของการวิจัยเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนั้นการเขียนรายงานการวิจัยจึงขึ้นอยู่กับผู้วิจัยว่าจะนำผลวิจัยไปทำอะไร แต่ลักษณะของการวิจัยต้องสอดคล้องตามที่ได้กล่าวแล้ว ขอบพระคุณที่มา https://etraining2012.wordpress.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2/

ชักง่วงแล้วสิ!ผลวิจัยชี้ “นอนชดเชยในวันหยุด” ช่วยให้อายุยืนขึ้น!!!

ข่าวดีสำหรับคนที่มีพฤติกรรมนอนน้อย โดยเฉพาะในช่วงวันทำงาน เพราะผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดชี้ว่า ถ้าคุณนอนชดเชยในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็ยังมีโอกาสที่จะมีสุขภาพดีและอายุยืนพอๆกับคนที่นอนเพียงพอทุกวันได้ เป็นที่ทราบกันดีว่า การอดนอนนั้นอาจส่งผลต่อสุขภาพ ถึงขั้นเสียชีวิต และยังก่อให้เกิดปัญหาโรคร้ายได้ในอนาคต เราจึงมักจะได้รับการปลูกฝังให้นอนให้เพียงพอ วันละ 6-8 ชั่วโมง เพราะเชื่อกันว่า การนอนชดเชยในวันเสาร์-อาทิตย์หลังจากนอนไม่พอมาตลอดสัปดาห์ จะไม่ช่วยอะไร   อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดจากสถาบันวิจัยความเครียดแห่งมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มของสวีเดน ซึ่งติดตามศึกษาพฤติกรรมการนอนและสุขภาพของชาวสวีเดนหลายหมื่นคนตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี พบว่า คนที่นอนไม่เพียงพอในช่วงวันทำงานตลอดสัปดาห์ มีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าคนทั่วไปจริง เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะได้นอนชดเชยมากขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์   โดยผู้ที่นอนเฉลี่ยคืนละ 5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นในช่วงวันทำงาน มีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยสูงถึง 65% เมื่อเทียบกับคนที่ได้นอนเฉลี่ยคืนละ 6-7 ชั่วโมง แต่หากได้นอนพักผ่อนเพิ่มขึ้นเป็นคืนละ 8 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรก็จะไม่ต่างจากคนที่นอนหลับเป็นปกติเลย Read More …

ผลวิจัยชี้! ความสัมพันธ์พ่อลูก ยิ่งใกล้ชิดยิ่งเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ลูกมีความสุขมากขึ้น

ผลการศึกษาวิจัยจากบรรดาพ่อแม่ของเด็ก ๆ จำนวน 10,440 คน ได้พบว่า ความสัมพันธ์พ่อลูก ที่ดีนั้นจะทำให้ลูก ๆ มีความสุขและสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น ทำให้เด็กมีอารมณ์และรู้สึกมั่นใจในตัวของตัวเอง พ่อแม่ที่มีส่วนร่วมกับลูกและมีความใกล้ชิดสนิทสนม จะทำให้ลูกชายมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาพฤติกรรมน้อยลง และลูกสาวมีปัญหาด้านจิตใจน้อยลง ผลวิจัยชี้! ความสัมพันธ์พ่อลูก ยิ่งใกล้ชิดยิ่งเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ลูกมีความสุขมากขึ้น ดร.แอนนา ซาร์คาดี จากมหาวิทยาลัยอัปซาลา สวีเดน เผยการวิเคราะห์รายงานที่จัดทำขึ้นตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมาว่า โดยรวมแล้วสำหรับลูกที่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับพ่อจะมีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กมีปัญหาต่ำ ในขณะที่ด้านสติปัญญา การรู้จักใช้เหตุผล และทักษะด้านภาษา เด็ก ๆ จะมีความก้าวหน้า และจะเป็นเด็กเรียนดี สามารถสร้างมิตรภาพกับเพื่อนทั้งสองเพศ โดยลูกที่ได้อยู่กับพ่อและแม่พร้อมหน้าจะมีปัญหาพฤติกรรมน้อยกว่าเด็กที่อยู่กับแม่เพียงคนเดียว นักวิจัยได้ข้อสรุปว่า จิตวิทยาและอารมณ์ของคนเป็นพ่อนั้นจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของลูกอย่างมาก ไม่ใช่เพียงเวลาที่พ่อช่วยในการดูแลลูก ๆ Read More …

เห็นลูกดื้ออย่าเพิ่งดุอย่าเพิ่งด่า วิจัยบอกว่าเด็กดื้อจะประสบความสำเร็จมากกว่าเมื่อโตขึ้น

เห็นลูกดื้ออย่าเพิ่งดุอย่าเพิ่งด่า เห็นลูกดื้ออย่าเพิ่งดุอย่าเพิ่งด่า วิจัยบอกว่าเด็กดื้อจะประสบความสำเร็จมากกว่าเมื่อโตขึ้น เด็กดื้อรั้นส่วนใหญ่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ จริงหรือ ผลการศึกษานี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Developmental Psychology หลังจากที่ทีมงานใช้เวลาติดตามเด็กกว่า 700 คน ตั้งแต่อายุ 9 ปี ไปจนถึง 40 ปี โดยเน้นการติดตามคุณลักษณะของแต่ละคน เช่น การเป็นคนที่ชอบความท้าทาย มีแนวโน้มที่จะแหกกฎระเบียบต่างๆ มีความรอบคอบ พากเพียร อุตสาหะ เป็นต้น พบว่า เด็กดื้อรั้นส่วนใหญ่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของตัวเอง เด็กที่ไม่ชอบปฏิบัติตามกฎระเบียบ และไม่ค่อยเชื่อฟังผู้ปกครอง มักมีรายได้สูงกว่าเพื่อนๆ รายงานชิ้นนี้ระบุด้วยว่า เด็กที่ไม่ชอบปฏิบัติตามกฎระเบียบ และไม่ค่อยเชื่อฟังผู้ปกครอง จำนวนไม่น้อยมีรายได้สูงกว่าเพื่อนๆ และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยว่า เด็กเหล่านี้เลือกประกอบอาชีพอะไร อาจเป็นไปได้ว่าอาชีพนั้นๆ Read More …

การวิจัยในชั้นเรียน ไม่ยากอย่างที่คิด

มาถึงช่วงเวลานี้ทุกท่านคงตระหนักดีแล้วว่างานวิจัยในชั้นเรียนนั้นสำคัญอย่างไร แต่อยู่ที่ว่าครูมีความเข้าใจการวิจัยในชั้นเรียนเพียงใด ได้ทดลองลงมือทำบ้างแล้วหรือยัง ซึ่งมีหลายท่านเมื่อพูดถึงคำว่า “วิจัย” ภาพของเอกสารหรือตำราเล่มหนาๆ โตๆ และสถิติที่ยุ่งยากผุดขึ้นในใจ “มีประโยชน์มากมายแต่ทำได้ยากเหลือเกิน เปรียบเหมือนยาขมที่ครูจำเป็นต้องรับประทาน” ดังนั้นบทความนี้จึงนำเสนอเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการวิจัยในชั้นเรียนนั้นไม่ยากย่างที่คิด ความแตกต่างของการวิจัยในชั้นเรียนกับการวิจัยทั่วไป การวิจัยเป็นวิธีการศึกษาหาความรู้ที่เป็นระบบโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งการวิจัยประเภทใดก็ตามจะมีขั้นตอนสำคัญๆ ไม่แตกต่างกันคือ การกำหนดปัญหาการวิจัย การแสวงหาสู่ทางแก้ปัญหา การใช้วิธีการต่างๆ แก้ปัญหา การบันทึกและการปฏิบัติการแก้ปัญหา การสรุปและนำเสนอผลการแก้ปัญหา สำหรับการวิจัยในชั้นเรียนมีขั้นตอนการดำเนินงานเช่นเดียวกันกับการวิจัยทั่วไป แต่ต่างกันที่การวิจัยในชั้นเรียนมีเป้าหมายเพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์สูงสุด มิใช่การมุ่งสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาหรือขยายองค์ความรู้ในศาสตร์ของตนเอง (ซึ่งหากครูสามารถทำได้ถึงขั้นนี้นับว่าเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษา) ดังนั้นการวิจัยในชั้นเรียนจึงเป็นการทำวิจัยไปพร้อมๆ กับการจัดการเรียนการสอนไม่แยกส่วนออกจากกัน นอกจากนั้นการวิจัยในชั้นเรียนไม่มีรูปแบบการดำเนินงานหรือรูปแบบการเขียนรายงานวิจัยที่เป็นทางการมากนัก อาจจะทำเป็นวิจัยง่ายๆ 4-5 หน้า หรือจะทำเป็นงานวิจัย 5 บท ก็ได้เช่นกัน กระบวนการวิจัยในชั้นเรียน กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนที่จะนำเสนอนี้หากท่านลองฝึกคิดและทำตามไปทีละขั้นเชื่อมั่นว่าท่านจะได้งานวิจัย 1.เลือกปัญหาการวิจัย ปัญหาที่นำมาใช้ในการวิจัยพิจารณาได้จาก 2.- Read More …