“จะรวยแค่ไหน ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบคนจน” ข้อคิดดีดีที่อยากให้พ่อแม่ยุคใหม่ได้อ่าน

วันนั้น พาลูกไปร้านเครื่องเขียน ลูกอยากได้กล่องดินสอ เลือกแบบสุดหรู แต่ผมให้ซื้อแบบธรรมดาที่ใช้งานได้ดีเหมือนกัน หน้างอขึ้นมาทันที อยากได้ไม้บรรทัด ก็อยากได้แบบวิจิตรพิศดาร ผมให้เลือกแค่แบบพื้นฐานที่ใช้งานได้เหมือนมาตรฐานทั่วไป หน้าก็ยิ่งงอหนักเข้าไปอีก ผมไม่ได้ว่าอะไร ตั้งใจก่อนนอนคืนนี้ จะชี้แนะลูกด้วยการเล่านิทานเปรียบเปรยให้เข้าใจ หลังจากได้เป็นพ่อคนแล้ว ผมตั้งใจจะเลี้ยงลูกไม่ให้เหมือนแบบที่ชาวเอเชียเขานิยมทำกัน ที่มักไม่ยอมให้ลูกลำบาก ดูแลปกป้องแบบไข่ในหิน ประคบประหงมเกินพอดี หลายปีผ่านไป ผมรู้สึกว่าวิธีการเลี้ยงลูกของผมจะลำบากมากขึ้นทุกวัน จนกระทั้งวันหนึ่ง ผมได้อ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งที่โพสต์ลงในบอร์ดของมหาวิทยาลัยนานกิง จดหมายจากผู้ใช้นานว่า “พ่อผู้ขมขื่น” เขียนถึงลูกเขาที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อลูก จดหมายฉบับนี้มีคุณค่ามากในสายตาของผม ถึงลูกรักของพ่อ แม้ลูกจะทำให้พ่อทุกข์ใจเกินบรรยาย แต่ลูกก็ยังเป็นลูกของพ่ออยู่วันยังค่ำ หลังจากที่ลูกสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว อาจเป็นเพียงคนเดียวของตระกูลเราในรอบหลายชั่วอายุคนที่ทำได้สำเร็จ หลังจากนั้น พ่อชักไม่แน่ใจว่าตกลงใครเป็นพ่อและใครเป็นลูกกันแน่ พ่อช่วยแบกสัมภาระไปส่งลูกถึงหอพัก ช่วยกางมุ้ง ปูที่นอน ซื้อกับข้าวกับปลา ต้องสอนแม้กระทั่งวิธีบีบยาสีฟันออกจากหลอด ทั้งหลายทั้งปวง ดูเหมือนว่ามันเป็นหน้าที่ที่พ่อสมควรต้องทำให้ Read More …

สิ่งที่ควรสอนลูกเรื่องมารยาท 23 ข้อที่ใช้สอนลูกให้เป็นที่รักของทุกๆคน

เพราะการใช้ชีวิตประจำวันทุกวันนี้ พ่อแม่ล้วนมีภารกิจที่ยุ่งเหยิง ซึ่งอาจทำให้ไม่มีเวลาที่จะมามุ่งเน้นการสอนหรืออบรมมารยาทให้กับลูกหลาน วิธีเหล่านี้อาจช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้ มารยาท 23 ข้อที่เด็กๆ ควรรู้ หากต้องการความช่วยเหลือควรใช้ประโยคขอร้อง ซึ่งดีกว่าการบังคับให้คนอื่นทำให้อย่างที่ตัวเองต้องการ เมื่อลูกได้รับของจากผู้ใหญ่ ให้พูดว่า “ขอบคุณ” ลูกๆ ไม่ควรรบกวนผู้ใหญ่ในขณะที่กำลังพูด ยกเว้นแต่มีเรื่องที่ฉุกเฉินจริงๆ ซึ่งเมื่อผู้ใหญ่พูดจบแล้วพวกเขาจะสังเกตเห็นได้และหันมาสนใจเด็กๆ เอง หากต้องการให้มีคนมาสนใจในทันที ให้ลูกพูดว่า “ขอโทษครับ/ค่ะ”  ซึ่งเป็นหนทางที่สุภาพที่สุดในการที่จะเข้าไปร่วมในการสนทนาได้ หากมีข้อสงสัยว่าทำได้ไหม ให้ลูกถามเพื่อขออนุญาตก่อน แล้วจึงค่อยลงมือทำ จะช่วยประหยัดเวลาได้มากเลยทีเดียว ลูกไม่ควรวิจารณ์รูปลักษณ์ภายนอกของคนอื่น นอกจากจะเป็นคำชม ซึ่งใครๆ ก็อยากจะฟังคำชมกันทั้งนั้น หากมีคนถามลูกว่าสบายดีไหม ให้ตอบกลับไปว่า “สบายดีค่ะ/ครับ” พร้อมทั้งถามกลับสารทุกข็สุขดิบกลับไปเช่นกัน เมื่อลูกไปอยู่ที่บ้านเพื่อน อย่าลืมขอบคุณ พ่อและแม่ของเพื่อนด้วยที่ดูแลลูก และขอบคุณช่วงเวลาดีๆ ที่มีร่วมกัน เมื่อพบว่าประตูปิดอยู่ ลูกควรจะเคาะประตูก่อน และรอการตอบรับอนุญาตให้เข้าไปได้ Read More …

จำเป็นมากๆ 7 วิธีสอนลูกอย่างไรให้เป็นคนมีมารยาท?

แม้ว่าการสอนลูกให้เป็นคนมีมารยาทจะฟังดูเป็นเรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แต่จะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นเยอะหากมีการวางแผนที่ดี และเริ่มที่จะทำตั้งแต่ลูกยังเล็ก ไปดูวิธีอย่างละเอียดที่จะช่วยให้คุณสอนลูกให้เป็นคนมีมารยาทกันค่ะ คุณพ่อคุณแม่อาจเคยเห็นเด็กที่พูดจาสุภาพอ่อนหวาน ค๊ะขา ครับผมตลอดเวลา ชอบช่วยเหลือเพื่อนฝูง ยิ้มหวานอย่างเป็นมิตร จนอยากจะให้ลูกของคุณเป็นเทพธิดานางฟ้าตัวน้อย ๆ แบบนี้บ้างใช่มั้ยคะ ถ้าการสอนลูกให้เป็นคนมีมารยาทฟังดูเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ ไปดูวิธีอย่างละเอียดที่จะช่วยให้คุณสอนลูกให้เป็นคนมีมารยาทกันค่ะ เริ่มตั้งแต่ยังเล็ก: เด็กเล็กอายุ 2-5 ปีเป็นช่วงอายุที่เหมาะที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่จะสอนลูกให้เป็นคนมีมารยาทนะคะ เพราะเขาจะเลียนแบบทุกสิ่งที่เขาได้ยิน ได้ฟัง และจะทำตามคำขอของคุณทุกอย่าง คุณสามารถสอนมารยาทในการเข้าสังคมขั้นพื้นฐานให้เขาในช่วงเวลานี้ ฝึกให้เขามีมารยาทในเรื่องต่าง ๆ ให้มากเท่าที่เขาจะทำได้ และหลอมละลายให้ติดเป็นนิสัย คุณควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้เขาด้วย เพื่อให้เขามองคุณเป็นแบบอย่างที่ดีและทำตามคุณได้ทุกขั้นตอน สอนให้เขาพูดคำดีๆ: การมีมารยาทที่ดีหมายถึงคำพูดที่ดี อย่างเช่น ค่ะ/ครับ นะคะ/นะครับ ขอบคุณค่ะ/ขอบคุณครับ สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับ ซึ่งคำเหล่านี้เป็นคำทักทายและเป็นคำพูดทั่วไปที่สามารถใช้ในสังคมได้ สอนให้ลูกคุณพูดคำเหล่านี้ทุกครั้งที่มีโอกาสจนติดปากเขาเองในที่สุด สอนให้เขารู้จักมีความเคารพ: ส่งเสริมให้เขามีความเคารพผู้อื่น ให้เขาปฏิบัติกับผู้อื่นเหมือนอย่างที่เขาอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติกับเขา และให้เขาเห็นความสำคัญของการปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างใจเย็นและสุภาพ มารยาทบนโต๊ะอาหาร: เมื่อไรก็ตามที่ลูกของคุณโตพอที่จะร่วมทานอาหารบนโต๊ะกับคุณได้ Read More …

สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำเมื่อสอนลูกอ่านหนังสือ!

การสอนลูกอ่านหนังสืออาจเป็นช่วงเวลาที่ทั้งเครียดและน่าภูมิใจในเวลาเดียวกันสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แต่บ่อยครั้งที่ความพยายามของผู้ปกครองกลับส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก นี่เป็นสิ่งที่คุณควรระวังเวลาที่สอนลูกอ่านหนังสือ อย่าให้เด็กอ่านหนังสือเกินอายุ เรารู้ว่าคุณอยากท้าทายความสามารถของลูก แต่หารู้ไม่ว่านี่เป็นการ “ช่วย” ชะลอพัฒนาการด้านการอ่านของเด็ก เพราะเด็กจะรู้สึกว่าหนังสือนั้นยากเกินไปและอ่านช้าลง ซึ่งจะทำให้เด็กเสียความมั่นใจไปในที่สุด อย่าอ่านเวลาโกรธหรือเครียด เมื่อเด็กกำลังโกรธหรือเครียด พวกเขาจะไม่มีสมาธิ ถ้าคุณยิ่งกดดันให้เขาอ่าน ก็มีแต่จะทำให้ทั้งตัวคุณและลูกเครียดยิ่งขึ้น และอาจทำให้เด็กเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อการอ่าน คุณควรพูดทำนองว่า “แม่รู้ว่าหนูกำลังอารมณ์ไม่ดี ไปหาอะไรมาดื่มก่อน รอให้อารมณ์ดีขึ้นแล้วบอกแม่นะ” ไม่ให้เวลาอ่านหนังสือกับลูก สุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด คือให้เวลาอ่านหนังสือกับลูกในแต่ละวัน ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักมองข้ามความสำคัญของช่วงเวลานี้ อาจด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน แต่การนั่งอ่านหนังสือกับลูก แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ เพียงวันละ 10 นาที ก็สามารถช่วยเสริมพัฒนาการให้เด็กได้อย่างมาก โดยเฉพาะกับเด็กที่มีปัญหาด้านการอ่าน ไม่มีพ่อแม่คนไหนจะทำถูกต้องไปเสียทุกอย่างเมื่อสอนลูกอ่านหนังสือ แต่สิ่งสำคัญที่คุณควรจำคือคุณควรทำให้ช่วงเวลาการอ่านเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานและเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเด็ก คุณสามารถแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ในการสอนลูกอ่านหนังสือของคุณให้เราฟัง อาจจะเป็นเคล็ดลับหรือข้อพึงระวังที่คุณเคยประสบมาก็ได้ ขอบพระคุณบทความจาก th.theasianparent.com

สอนลูกไว้ไม่เป็น “โรคมารยาททางสังคมบกพร่อง!!!”

เพราะในสังคมที่มองว่าโลกเริ่มอยู่ยากขึ้นทุกที ผู้คนร่ายล้อมรอบตัวเริ่มยิ้มให้กันน้อยลง มองดูเป็นมิตรกันน้อยลง การใช้ชีวิตในสังคมก็ดูเหมือนต่างคนต่างไม่สนใจกัน มีความเห็นแก่ตัวมากกว่าความเห็นใจกัน โรคแบบนี้น่าเป็นห่วง เพราะนาน ๆ ไปอาจกลายเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของสังคมซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเรารวมถึงเด็ก ๆ ในอนาคตที่กำลังเติบโตขึ้นมาด้วย “โรคมารยาททางสังคมบกพร่อง” เริ่มเกิดขึ้นและระบาดหนักขึ้นในสังคมไทย เห็นได้ชัดจากสังคมวัยทำงานและวัยรุ่น อาการของโรคมารยาททางสังคมบกพร่อง หลายคนอาจแสดงพฤติกรรมที่กลายเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัว มีอาการอย่างไรมาดูกันค่ะ ขั้นเริ่มแรก คนที่เริ่มจะกลายเป็นโรคมารยาททางสังคมบกพร่อง เห็นได้จากการตอบสนองและการมีปฏิสัมพันธ์จากคนรอบข้างน้อยลง เช่น การทักทาย การขอบคุณ คำขอโทษ หรือการแสดงความช่วยเหลือต่อคนอื่น ระบบประสาทของคนที่มีความรู้สึกประเภทนี้จะมีความไวมากเป็นพิเศษ หากเจอสิ่งเร้าในทางลบ หรือสิ่งกระตุ้นที่ตนเองไม่พอใจ จะมีอาการตอบสนองอย่างรุนแรงทันที เมื่อไม่ถูกใจ ขั้นที่สอง โรคมารยาททางสังคมบกพร่อง เกิดขึ้นได้กับบุคคลที่ไม่มีการแสดงออกถึงมารยาทพื้นฐานทางสังคม เช่น การขอบคุณ การขอโทษ การตอบรับการทักทาย การยิ้ม การตอบคำถามทั่วไปในชีวิตประจำวัน หรือการให้ความร่วมมือกับงานของส่วนรวม และไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ Read More …