‘ทำไมต้องเรียนหนังสือ?’ ที่ปรึกษาด้านการศึกษาของญี่ปุ่น ตอบได้อย่างลึกซึ้งและคมคาย!!

การศึกษาถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อเสริมสร้างความรู้และเปิดโลกให้กว้างได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งในสังคมญี่ปุ่นก็ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก แต่ก็ใช่ว่าเด็กทุกคนจะรักการเรียนเสมอไป จนกระทั่งกลายมาเป็นคำถามว่า ‘ทำไมต้องเรียนหนังสือ?’ ผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่ปรึกษาทางด้านการศึกษาของญี่ปุ่น คุณ Nobufumi Matsunaga ก็ได้ให้ความสำคัญกับคำถามที่ว่านี้ และการจะตอบคำถามนั้นจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องขัดเกลาคำตอบให้กระจ่างแจ้ง เพื่อทำให้เด็กๆ เข้าใจว่าทำไมการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มจากคำตอบในทางด้านบวกกันก่อน ‘การศึกษาจะสะท้อนได้ดีที่สุดนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยและพัฒนาการของเด็ก โดยทั่วๆ ไปแล้วการศึกษาจะช่วยให้คุณพัฒนาตัวเอง ส่งผลให้คุณสามารถไปประกอบอาชีพที่คุณชอบและสามารถหาเงินเลี้ยงชีพในอนาคตได้ ทั้งนี้เรียนหนังสือก็เพื่ออิสรภาพนั่นเอง’   แต่ที่เราเรียนหนังสือกันนั้นก็ใช่ว่าจะเรียนเพื่อพัฒนาตัวเองเสมอไป เขากล่าวเสริมเอาไว้ว่า ‘นอกจากนี้ โลกของเราเต็มไปด้วยการโกหกและการหลอกลวง และด้วยเหตุผลนี้ทำให้เราต้องการที่จะเติบโตขึ้นเพื่อให้รู้ทันคน เราสามารถสามารถตรวจจับการโกหกด้วยการเรียนหนังสือ แต่ถ้าเราไม่พัฒนาทักษะทางด้านตรรกะความคิดจากการเรียนหนังสือเลย คุณก็จะมารู้สึกเสียใจในภายหลัง’   ทั้งนี้เขากล่าวปิดท้ายไว้อย่างคมคายว่า ‘เด็กๆ จะมีความอ่อนไหวต่อแนวคิดของการได้มาและการสูญเสีย เพราะฉะนั้นการอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้พวกเขาเข้าใจ ก็จะทำให้พวกเขาเห็นภาพอนาคตของตัวเองหลังจากให้ความสำคัญกับการศึกษา’ ที่มา : rocketnews24 http://www.catdumb.com

10 วิธีฝึกให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน!ตั้งแต่ยังเด็ก…

1. ให้ลูกได้ใช้เวลาอยู่กับหนังสือตั้งแต่เขาอายุยังน้อย จากนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มปลูกฝังการอ่านให้กับลูกโดยที่ไม่มีสิ่งรบกวนอื่น เช่น ทีวี โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ให้ลูกคุณได้เลือกหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน จากนั้น เขาจะสร้างนิสัยรักการอ่านขึ้นมาเอง 2. ทำเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น หากคุณเองก็มีนิสัยรักการอ่านหรือคุณอ่านหนังสือทุกครั้งที่คุณมีเวลาและมีโอกาส ลูกน้อยของคุณก็จะเลียนแบบนิสัยรักการอ่านของคุณ 3. หาหนังสือแนวที่ลูกชอบมาให้เขาให้มากเท่าที่จะทำได้ เพราะการได้อ่านหนังสือแนวที่ตนชอบจะช่วยจุดประกายนิสัยรักการอ่านได้ 4. สอนให้ลูกอ่านสิ่งอื่น ๆ ด้วย ไม่เฉพาะในหนังสือ เช่น สอนให้เขาอ่านฉลากข้างกล่อง หรือป้ายโฆษณา เป็นต้น 5. ทำให้การอ่านเป็นเรื่องสนุก! พ่อแม่ส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือให้ลูกฟังตอนที่ลูกยังเล็กอยู่ แต่พอลูกโตขึ้นพวกเขาก็อ่านน้อยลง มีงานวิจัยพบว่า เด็กที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟังตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเขาโตขึ้นและพ่อแม่เลิกอ่านหนังสือให้ฟัง พวกเขาจะคิดถึงเวลาที่พ่อหรือแม่อ่านหนังสือให้ฟัง ดังนั้น แม้ลูกคุณจะโตแล้ว คุณก็สามารถอ่านหนังสือให้ลูกฟังได้ โดยอาจสลับให้แต่ละคนในครอบครัวเป็นคนอ่านให้สมาชิกคนอื่น ๆ ฟัง 6. ให้หนังสือเป็นของขวัญกับลูก การที่พ่อแม่ให้หนังสือกับลูกจะเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับเขา Read More …

ทำไม “การอ่านหนังสือ” ถึงช่วยให้คุณฉลาดขึ้น ก้าวหน้าขึ้น แถมสุขภาพดีขึ้น?

การอ่านหนังสือได้เยอะๆ เป็นทักษะที่เจ้าของธุรกิจ และคนที่อยากประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมี มันคือการลงทุนราคาถูกที่อาจนำมาซึ่งผลตอบแทนมากมายไม่มีสิ้นสุด ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอาจทำงานมามากกว่า 20 ปี เพียงเพื่อทำการวิจัยอะไรบางอย่าง บางคนก็ทุ่มทั้งชีวิตให้กับการหาคำตอบของคำถามเพียงคำถามเดียว แล้วกลั่นออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม และนี่ก็คือเหตุผลว่า ทำไมการอ่านหนังสือถึงช่วยให้คุณฉลาดขึ้น ก้าวหน้าขึ้น และสุขภาพดีขึ้น แถมดีกว่าการอ่านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอสิกส์ (E-book) 1. หนังสือเป็นแหล่งช่วยพัฒนาความเข้าใจและความจำ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีงานวิจัยมากมายที่เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียระหว่างการอ่านหนังสือเป็นเล่มกับการอ่านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ ชี้ว่า “การอ่านจากหน้าจอส่วนใหญ่แล้วจะเป็นลักษณะการอ่านแบบอ่านคร่าวๆ หาเฉพาะคีย์เวิร์ด และอ่านแค่เพียงรอบเดียวเท่านั้น” เป็นผลทำให้ความเข้าใจในตัวเนื้อหาลดน้อยลงและได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนเท่าที่ควร การอ่านเนื้อหาจากหนังสือต่างหาก ที่ให้ผลดีกับคุณที่สุด งานวิจัย ชี้ว่า “การอ่านหนังสือเป็นเล่มจะส่งผลให้เนื้อหาที่อ่านมาเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำได้ดีกว่าอ่านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” หากคุณอยากทำความเข้าใจและได้รับข้อมูลความรู้แบบมากที่สุด คุณก็ควรหาอ่านหนังสือแบบเป็นเล่มๆ 2. การอ่านหนังสือช่วยในเรื่องสุขภาพตาและการนอนหลับ อีกหนึ่งข้อดีของการอ่านหนังสือเป็นเล่ม แทนที่จะอ่านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็คือ มันดีต่อสุขภาพของคุณ งานวิจัย จากฮาร์วาร์ด พบว่า “แสงสีฟ้า (blue light) ที่แผ่ออกมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้” แสงสีฟ้าเป็นแสงที่จะไปยับยั้งฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งส่งผลต่อนาฬิกาชีวิตและจะเพิ่มความตื่นตัวให้ตัวคุณในช่วงเวลาที่คุณไม่ควรตื่นตัว นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า Read More …