สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำเมื่อสอนลูกอ่านหนังสือ!

การสอนลูกอ่านหนังสืออาจเป็นช่วงเวลาที่ทั้งเครียดและน่าภูมิใจในเวลาเดียวกันสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แต่บ่อยครั้งที่ความพยายามของผู้ปกครองกลับส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก นี่เป็นสิ่งที่คุณควรระวังเวลาที่สอนลูกอ่านหนังสือ อย่าให้เด็กอ่านหนังสือเกินอายุ เรารู้ว่าคุณอยากท้าทายความสามารถของลูก แต่หารู้ไม่ว่านี่เป็นการ “ช่วย” ชะลอพัฒนาการด้านการอ่านของเด็ก เพราะเด็กจะรู้สึกว่าหนังสือนั้นยากเกินไปและอ่านช้าลง ซึ่งจะทำให้เด็กเสียความมั่นใจไปในที่สุด อย่าอ่านเวลาโกรธหรือเครียด เมื่อเด็กกำลังโกรธหรือเครียด พวกเขาจะไม่มีสมาธิ ถ้าคุณยิ่งกดดันให้เขาอ่าน ก็มีแต่จะทำให้ทั้งตัวคุณและลูกเครียดยิ่งขึ้น และอาจทำให้เด็กเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อการอ่าน คุณควรพูดทำนองว่า “แม่รู้ว่าหนูกำลังอารมณ์ไม่ดี ไปหาอะไรมาดื่มก่อน รอให้อารมณ์ดีขึ้นแล้วบอกแม่นะ” ไม่ให้เวลาอ่านหนังสือกับลูก สุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด คือให้เวลาอ่านหนังสือกับลูกในแต่ละวัน ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักมองข้ามความสำคัญของช่วงเวลานี้ อาจด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน แต่การนั่งอ่านหนังสือกับลูก แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ เพียงวันละ 10 นาที ก็สามารถช่วยเสริมพัฒนาการให้เด็กได้อย่างมาก โดยเฉพาะกับเด็กที่มีปัญหาด้านการอ่าน ไม่มีพ่อแม่คนไหนจะทำถูกต้องไปเสียทุกอย่างเมื่อสอนลูกอ่านหนังสือ แต่สิ่งสำคัญที่คุณควรจำคือคุณควรทำให้ช่วงเวลาการอ่านเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานและเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเด็ก คุณสามารถแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ในการสอนลูกอ่านหนังสือของคุณให้เราฟัง อาจจะเป็นเคล็ดลับหรือข้อพึงระวังที่คุณเคยประสบมาก็ได้ ขอบพระคุณบทความจาก th.theasianparent.com

เผย 8 เคล็ดลับอ่านหนังสือให้แม่นจดจำได้อย่างรวดเร็ว!!!

1. อ่านหน้าสรุปก่อน อ่านตอนจบก่อนเลย ผู้เขียนหนังสือส่วนใหญ่ชอบเขียนให้ดูลึกลับ ชักแม่น้ำทั้งห้า เขียนอธิบายอย่างละเอียดยิบ ใช้ประโยคที่ต้องอ่านซ้ำสองสามรอบถึงจะเข้าใจ โดยเฉพาะในหน้าแรก ๆ ของบท เราไม่จำเป็นต้องรู้ประวัติชีวิตของผู้เขียน บทนำ ซึ่งจะเป็นการเขียนเกริ่นแนะนำให้อ่านต่อไปเรื่อย ๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ 2. ใช้ปากกาไฮไลต์เพื่อนเน้นใจความสำคัญ การไฮไลต์ข้อความนั้นมีประโยชน์มาก “หากใช้อย่างถูกวิธี” ไม่ควรไฮไลต์ทุกอย่างในหน้า และไม่ควรไฮไลต์น้อยจนเกินไป สิ่งที่ควรทำคือการไฮไลต์ข้อความที่ผู้เขียนกล่าวสรุป โดยปกติแล้วผู้เขียนมักจะกล่าวประเด็นซ้ำไปมาหลายหน้าและให้ข้อมูลสรุปประเด็นที่ย่อหน้าสุดท้าย ให้ไฮไลต์บริเวณนั้น เมื่อเราเปิดหนังสือมาอ่านอีกครั้ง เราจะสามารถทราบทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้ด้วยการมองเพียงแวบเดียว 3. ดูสารบรรณและหัวข้อย่อย นักศึกษาที่เรียนในมหาวิทยาลัยมักประหลาดใจเมื่อทราบข้อนี้ว่า อาจารย์ส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ได้อ่านหนังสือจนจบเล่ม แต่สิ่งที่พวกท่านทำนั้น คือการดูสารบรรณและอ่านหัวข้อที่น่าสนใจหรือเกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่จะทำเท่านั้น หรือไม่ก็ใช้วิธีการ อ่านผ่านๆอย่างรวดเร็ว (skimming) จนเมื่อเจอหัวข้อที่น่าสนใจจึงค่อยหยุดอ่านอย่างตั้งใจ ทำให้การอ่านั้นไม่น่าเบื่อ เพราะว่าเราจะได้อ่านสิ่งที่เราสนใจจริง ๆ Read More …

5 วิธีการอ่านเร็วและจำได้อย่างเทพ!

  1. ห้าม! อ่านออกเสียง เพราะการอ่านออกเสียงนั้นทำให้สมองต้องทำงานหลายขั้นตอนซึ่งจะส่งผลให้อ่านล่าช้าขึ้น แต่ถ้าเราอ่านด้วยตาและสมอง จะช่วยลดการทำงานของสมองจากหลายขั้นตอนให้เหลือเพียงไม่กี่ขั้นตอน ซึ่งจะช่วยให้เราอ่านได้เร็วขึ้น 2. ใช้อุปกรณ์ช่วยชี้ในขณะอ่าน ในขณะที่อ่านนั้นอาจใช้นิ้วมือหรือปากกาช่วยชี้ตัวหนังสือไปด้วย เพราะนั่นจะช่วยให้มีสมาธิ ไม่วอกแวกในขณะที่อ่าน ซึ่งจะช่วยทำให้อ่านหนังสือได้เร็วขึ้น 3. สมาธิเป็นสิ่งสำคัญ การอ่านหนังสือให้ได้เร็วนั้น สมาธิเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าหากไม่มีสมาธิหรือสมาธิไม่ดีแล้วนั้น จะทำให้อ่านไม่รู้เรื่องในบางช่วง แล้วก็ต้องอ่านซ้ำเนื้อหาช่วงนั้น ซึ่งจะทำให้อ่านช้าลง 4. อ่านให้เข้าใจภาพรวม ในบางครั้งการอ่านเนื้อหาบางประเภทอาจะมีรายละเอียดข้อมูลที่มาก ถ้าหากต้องการอ่านให้เร็วนั้น ไม่ควรโฟกัสที่รายละเอียดมากนัก แต่ให้เน้นอ่านเพื่อให้เข้าใจภาพรวมของเนื้อหามากกว่า เช่น “…….การผลิตน้ำดื่มของบริษัท ABC นั้นมีกระบวนการผลิตตั้งแต่การกลั่นโดยใช้สารละลาย…..” จากประโยคนี้อาจจับใจความไว้เพียงว่าบริษัทนี้มีการผลิตน้ำดื่มโดยใช้หลายกระบวนการ (ไม่จำเป็นต้องจำชื่อบริษัท หรือรายละเอียดกระบวนการ) 5. ขยับเฉพาะตา แต่ไม่ขยับหัว ในขณะที่อ่านนั้นควรขยับเฉพาะตา โดยให้กึ่งกลางการมองอยู่ที่กึ่งกลางบรรทัดแล้วกวาดลูกตาไปทางซ้าย-ขวา แทนการส่ายหัวไปด้วยในขณะอ่าน การอ่านในลักษณะนี้จะช่วยให้เราสามารถอ่านรวดเร็วขึ้นอย่างแน่นอนถ้าหากฝึกจนชำนาญ Read More …

5 เคล็ดลับอ่านน้อยแต่ได้มาก!(ทำยังไงมาดูเลย)

1. จับให้ถูกจุด           การเรียนเพื่อให้ทำคะแนนได้ดีๆนั้น ต้องจับให้ถูกจุด คือต้องรู้ว่าเนื้อหาส่วนไหนสำคัญ และน่าจะออกสอบ เนื้อหาส่วนไหนที่ถ้ารู้ไว้ก็ดี ไม่รู้ก็อาจจะไม่เป็นไร แล้วจะรู้ได้ยังไงละ? ตอบไม่ยากเลยครับ คือฟังอาจารย์สอน แต่ไม่ใช่ฟังไปเรื่อยๆ หรือต้องตั้งใจฟังอย่างมากทั้งวัน ซึ่งเชื่อว่าหลายๆคนทำไม่ได้เท่าไหร่หรอก ดังนั้นแนะนำอย่างนี้ครับว่า เมื่อไหร่ที่อาจารย์พูดเน้นตรงไหนหลายๆรอบ หรือพูดคำว่าตรงนี้สำคัญ ตรงนี้ออกสอบบ่อย เมื่อนั้นแหละครับ ต้องเพ่งความสนใจ และห้ามหลุด เพราะหลายๆครั้งช่วงเวลาที่พูดนั้นสั้นมาก อาจจะแค่ประโยคเดียว จนฟังไม่ทัน ดังนั้นของอย่างนี้ต้องหูไวตาไวครับ 2. ข้อสอบเก่าช่วยได้ ข้อนี้อาจจะเหมาะกับการสอบที่หาข้อสอบเก่าได้ เช่น การสอบระดับประเทศในสนามต่างๆ เป็นต้น การนั่งทำข้อสอบเก่าแล้วหาความรู้ไปด้วยจากข้อสอบเก่านั้น ช่วยย่นระยะเวลาที่ต้องอ่านหนังสือไปได้อย่างมาก เพราะสิ่งที่ได้ทำ ได้เรียนรู้คือเนื้อๆและประเด็นสำคัญแล้วครับ Read More …

ทำไม “การอ่านหนังสือ” ถึงช่วยให้คุณฉลาดขึ้น ก้าวหน้าขึ้น แถมสุขภาพดีขึ้น?

การอ่านหนังสือได้เยอะๆ เป็นทักษะที่เจ้าของธุรกิจ และคนที่อยากประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมี มันคือการลงทุนราคาถูกที่อาจนำมาซึ่งผลตอบแทนมากมายไม่มีสิ้นสุด ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอาจทำงานมามากกว่า 20 ปี เพียงเพื่อทำการวิจัยอะไรบางอย่าง บางคนก็ทุ่มทั้งชีวิตให้กับการหาคำตอบของคำถามเพียงคำถามเดียว แล้วกลั่นออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม และนี่ก็คือเหตุผลว่า ทำไมการอ่านหนังสือถึงช่วยให้คุณฉลาดขึ้น ก้าวหน้าขึ้น และสุขภาพดีขึ้น แถมดีกว่าการอ่านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอสิกส์ (E-book) 1. หนังสือเป็นแหล่งช่วยพัฒนาความเข้าใจและความจำ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีงานวิจัยมากมายที่เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียระหว่างการอ่านหนังสือเป็นเล่มกับการอ่านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ ชี้ว่า “การอ่านจากหน้าจอส่วนใหญ่แล้วจะเป็นลักษณะการอ่านแบบอ่านคร่าวๆ หาเฉพาะคีย์เวิร์ด และอ่านแค่เพียงรอบเดียวเท่านั้น” เป็นผลทำให้ความเข้าใจในตัวเนื้อหาลดน้อยลงและได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนเท่าที่ควร การอ่านเนื้อหาจากหนังสือต่างหาก ที่ให้ผลดีกับคุณที่สุด งานวิจัย ชี้ว่า “การอ่านหนังสือเป็นเล่มจะส่งผลให้เนื้อหาที่อ่านมาเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำได้ดีกว่าอ่านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” หากคุณอยากทำความเข้าใจและได้รับข้อมูลความรู้แบบมากที่สุด คุณก็ควรหาอ่านหนังสือแบบเป็นเล่มๆ 2. การอ่านหนังสือช่วยในเรื่องสุขภาพตาและการนอนหลับ อีกหนึ่งข้อดีของการอ่านหนังสือเป็นเล่ม แทนที่จะอ่านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็คือ มันดีต่อสุขภาพของคุณ งานวิจัย จากฮาร์วาร์ด พบว่า “แสงสีฟ้า (blue light) ที่แผ่ออกมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้” แสงสีฟ้าเป็นแสงที่จะไปยับยั้งฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งส่งผลต่อนาฬิกาชีวิตและจะเพิ่มความตื่นตัวให้ตัวคุณในช่วงเวลาที่คุณไม่ควรตื่นตัว นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า Read More …