ครูไม่ควรพลาด!!!กลวิธีสอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้

… วันที่เด็กคนหนึ่งรู้จักพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์รู้จักสะกดคำ แจกลูกจนสามารถอ่านออก เขียนได้คือวันที่ดอกไม้แห่งความสุขเบ่งบาน สวยใส กลางหัวใจของเขาและแสงสว่างแห่งชีวิตได้เปิดประตูต้อนรับเขาแล้ว … แต่…ในทิศทางที่ตรงกันข้าม ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คือความทุกข์และความมืดมนของเด็กคนนั้น เป็นความทุกข์ของครู พ่อแม่ ผู้ปกครองและทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง และเป็นเรื่องที่สาคัญเร่งด่วน จนสามารถกล่าวได้ว่าเป็น “ความทุกข์ของแผ่นดิน” ไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ ณ วันนี้หลายส่วนที่เกี่ยวข้องได้มองเห็นว่าปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติแล้ว และต่างมองหาหนทางแก้ไขกันอยู่ด้วยแนวทางที่หลากหลาย ถูกทางบ้าง หลงทางไปบ้าง ตามศรัทธาและความเชื่อของแต่ละส่วน ถ้าถามว่า – สอนอย่างไรให้เด็กอ่านออกเขียนได้ คำตอบก็คงมีหลากวิธีหลายแนวทาง ตามความเชื่อความศรัทธาและประสบการณ์ของแต่ละส่วน ดังกล่าว ผมเองมีความศรัทธาและเชื่อมั่นโดยสนิทใจมาโดยตลอดว่า วิธีการของบรรพบุรุษไทยและครูไทยในอดีตนั้น เป็นภูมิปัญญาในการถ่ายทอด เชื่อมโยงการเรียนรู้ภาษาไทยที่มีประสิทธิภาพ จึงสามารถทำหน้าที่สืบทอดและปกปักรักษาให้ภาษาไทยยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันได้ ผมจึงพยายามทบทวนและย้อนรอยถึงภาพในวัยเยาว์ เพื่อย้อนรำลึกว่า ในชั้นต้นนั้น “ครูของผมสอนผมอย่างไร Read More …

10 เหตุผล ทำไมคนที่ชอบอ่านหนังสือ ถึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้นำที่ดีกว่า?

การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจน้อยลง จากผลการสำรวจและสถิติต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าการลดลงนี้นับเป็นพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะการขาดแคลนนักอ่านเท่ากับการขาดแคลนผู้นำ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยเพราะการอ่านหนังสือช่วยให้คุณค้นพบหนทางในการเป็นผู้นำที่ดีได้ ผู้นำที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนตั้งแต่ Steve Jobs ไปจนถึง Elon Musk ล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมในการรังสรรค์ผลงานทางสติปัญญามากมายส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาเป็นนักอ่าน พวกเขามีทักษะในการผูกสัมพันธ์ที่ดีกว่า นักวิจัยหลายท่านกล่าวว่า การอ่านหนังสือส่งเสริมให้สมองพยายามที่จะเชื่อมโยงตัวผู้อ่านกับเหล่าตัวละครในหนังสือ ต่อให้เราห่างหายจากการอ่านหนังสือไปหลายวัน แต่สมองของเราก็จะยังคงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงตัวเรากับประสบการณ์และพฤติกรรมของตัวละครเหล่านั้นอยู่ การที่เราเชื่อมโยงกับตัวละครต่างๆ ในหนังสือ จะทำให้เราได้พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และกลายเป็นคนที่ผูกสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้เก่งขึ้น พวกเขามีคลังคำศัพท์ในสมอง คนที่ชอบอ่านหนังสือจะมีโอกาสพัฒนาคำศัพท์ที่พวกเขารู้จักที่บ่งบอกถึงอารมณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น การอ่านหนังสือให้มากขึ้นจะช่วยเปิดกว้างคำศัพท์ต่างๆต่อผู้อ่านมากขึ้น และด้วยความสามารถด้านคำศัพท์ที่ดีขึ้นนี้เอง คนๆ นั้นจะมีทักษะการสื่อสารที่ดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งช่วยได้มากในการแสดงออกทางความคิดและความต้องการ สิ่งนี้จะทำให้คุณสามารถแสดงความต้องการได้อย่างชัดเจน นำไปสู่การมีภาวะผู้นำที่ดีได้ พวกเขามีมุมมองที่กว้างไกล แทนที่จะมองโลกเพียงแค่ในมุมที่เราต้องการจะรับรู้ นักอ่านจะมองโลกในแบบภาพรวม การอ่านจะช่วยให้คุณได้ท่องไปในที่ใหม่ๆ มีส่วนร่วมในหัวข้อสนทนาต่างๆ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่หลากหลาย การมีมุมมองที่กว้างไกลจะทำให้คุณไม่ติดอยู่กับเรื่องราวเดิมๆ ซ้ำๆ หรือความจริงเพียงด้านเดียว Read More …

อ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกคืน ดีอย่างไร? และทำได้อย่างไร?

อ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกคืน และเล่นดินเล่นทรายกับลูกบ่อยๆ สองอย่างนี้เป็นยาวิเศษหรือผงมหัศจรรย์สำหรับการเตรียมความพร้อมที่ดี ง่าย ประหยัด และได้ผล เตรียมความพร้อมอะไร คำตอบคือเตรียมจิตใจที่มั่นคง เซลล์สมองที่ดี และกล้ามเนื้อเล็กนิ้วมือทั้งสิบนิ้วอย่างเสรีและแข็งแรงมากที่สุด เพื่อส่งต่อเขาให้แก่โรงเรียนในภายหน้า อ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกคืน ทำให้เกิดอะไรบ้าง และจะเป็นไปได้อย่างไร 1.การอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนทุกคืนสามารถทำได้ตั้งแต่แรกเกิด อย่างไรก็ตามหลังกลับจากโรงพยาบาลทั้งคุณแม่และคุณพ่อต้องปรับตัวมากมายเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ก็มิได้แปลว่าต้องอ่านตั้งแต่วันแรกจริงๆ พร้อมเมื่อไรก็เริ่มเมื่อนั้น 2.ประโยชน์ข้อแรกคือการอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนทุกคืนจะดึงเวลาพ่อแม่ลูก รวมทั้งพี่ตัวเล็กของน้องที่เกิดใหม่ ให้ใช้เวลาร่วมกันอย่างสงบ อย่างน้อยก็วันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง นี่คือช่วงเวลาที่ทุกคนจะมีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต ใครพลาดไปจะน่าเสียดาย (กรุณาปิดมือถือเสียด้วย) 3.ลูกเห็นและได้ยินเสียงพ่อแม่ทุกคืน จะทำให้พ่อแม่กลายเป็นวัตถุที่มีจริงและมั่นคง เรียกว่า object constancy กระบวนการนี้เริ่มจากแรกเกิดไปจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อลูกอายุ 3 ปี 4.ลูกเห็นและได้ยินเสียงพ่อแม่ทุกคืน จะทำให้เกิดความผูกพันและสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น เรียกว่า attachment กระบวนการนี้เริ่มจากแรกเกิดไปจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์เมื่อลูกอายุ 3 ปี จากนั้นสายสัมพันธ์นี้จะอยู่เหนือสถานที่และกาลเวลา จะเป็นเครื่องมือสำคัญของมนุษย์ในการเหนี่ยวรั้งให้ไม่ออกนอกลู่นอกทางในอนาคต 5.ลูกเห็นและได้ยินเสียงพ่อแม่ทุกคืน จะทำให้เกิดการสร้างตัวตนของลูกเองที่แข็งแรง มั่นคง ชัดเจน รู้ว่าตนเองเป็นใคร Read More …

9 งานอดิเรก ยิ่งทำ…ยิ่งฉลาด

1.เล่นดนตรีแบบศิลปิน เมื่อนานมาแล้วขงจื๊อกล่าวไว้ว่า ‘ดนตรีมอบความพึงพอใจที่ธรรมชาติของมนุษย์ไม่สามารถทำได้ ‘ และจากผลการวิจัยก็ระบุว่าดนตรีหรือเสียงเพลงสามารถกระตุ้นสมองของมนุษย์ได้ดี และนักวิจัยหลายคนก็ได้แสดงผลงานวิจัยที่บ่งบอกว่า ผู้ที่ทั้งฟังดนตรีและเป็นผู้เล่นเองมีพื้นที่หน่วยความจำที่มากขึ้น นอกจากนี้การเล่นเครื่องดนตรียังเป็นการฝึกความอดทนและความพยายาม เพราะการที่จะเล่นดนตรีให้เชี่ยวชาญได้นั้น จำเป็นจะต้องทุ่มเทเวลาให้มันอย่างเต็มที่ ผลพลอยได้คือการมีสมาธิที่ดีขึ้น 2.อ่านหนังสือให้เหมือนเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้แตะมัน เป็นความเชื่อมาตั้งแต่ไหนแต่ไรว่าการอ่านหนังสือจะช่วยเพิ่มระดับความฉลาดได้ แต่หมายถึงว่าต้องอ่านแบบไม่ลืมหูลืมตาและอ่านหลากหลายแนวตั้งแต่ นวนิยาย ชีวประวัติ ไปจนถึงบทประพันธ์ต่าง ๆการอ่านหนังสือช่วยลดความเครียด ช่วยให้คุณเผชิญหน้ากับอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายและทำให้มีความรู้ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือในสถานการณ์หลากหลาย และเข้าใกล้กับเป้าหมายชีวิตในอนาคตมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกดีกับตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้นการนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ ด้วยความรู้สึกสงบเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่แข็งแรง 3.ฝึกสมาธิเป็นกิจวัตร ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของการฝึกสมาธิ คือ การช่วยให้มีโฟกัสและรู้จักเนื้อแท้ของตัวเอง ช่วยลดระดับความเครียดและขจัดความกังวลทั้งหลาย การฝึกสมาธิเป็นประจำทุกวัน ผู้ฝึกจะมีจิตใจที่สงบ รู้จักควบคุมตัวเอง มีความหยั่งรู้ ทำให้สามารถเรียนรู้ คิด และวางแผนสิ่งต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น Read More …

ทำอย่างไรเมื่อเด็กอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้?

คุณจะทำยังไงถ้าลูกอยู่ป. 2 หรือป. 3 แล้วยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ และยังสอบตกแทบทุกวิชา? อย่าเอาลูกไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ก่อนจะอ่านต่อ เรามาทำความรู้จักกับโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือโรคความบกพร่องทางทักษะการเรียนรู้กันสักนิด ปัญหาเกิดจากเด็กมีพัฒนาการด้านการพูดช้า เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ ได้ช้า มีปัญหาในการจดจำและเขียนตัวอักษร หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ อาการอาจหนักขึ้น ถึงขั้นอ่านไม่ได้ เขียนไม่ถูก สะกดคำศัพท์ผิด อ่านและเขียนตกๆ หล่น ๆ นอกจากนี้เด็กจะไม่สามารถบอกเวลาและความหมายของคำได้ เมื่อเด็กวัยประถมมีปัญหาเรื่องการอ่านเขียน เขาก็จะไม่สามารถเข้าใจบทเรียนในวิชาต่าง ๆ ได้ และเมื่อเด็กเครียดและไม่มีใครเข้าใจ ก็มีแนวโน้มที่เขาจะกลายเป็นเด็กมีปัญหา ดังนั้นคุณควรจะเอาใจใส่ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะสายเกินไป แล้วเราควรจะทำอย่างไรเมื่อลูกอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้? เรามีข้อแนะนำมาฝากค่ะ อย่าลงโทษจนกว่าจะรู้สาเหตุ การลงโทษเด็กเพราะเขาอ่านเขียนไม่ได้โดยไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดไม่ช่วยแก้ปัญหา Read More …