เทคนิคการ “เก็บเด็ก” ด้วย “3E” และ “ซีโฟร์ ”

“เก็บเด็ก” ไม่ได้หมายถึง การจัดการให้เด็กที่ไม่พึงประสงค์หายไปจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งลมหายใจหากแต่หมายถึงการจัดการให้พฤติกรรมไม่พึงประสงค์หายไป หลายครั้งที่เราซึ่งหมายถึงทั้งผู้ใหญ่และสังคมนั้นเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมักจะเกาไม่ถูกที่คัน หรือแม้แต่การจัดกิจกรรมที่เรียกกันว่า “กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์”นั้น บางครั้งเราก็จัดให้เด็กในลักษณะของการจัดตามความต้องการของเราเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเราคิดว่าเป็นกิจกรรมที่เหมาะสม ในการจัดกิจกรรมหลาย ๆครั้ง เราจึงพบเห็นผู้ที่จัดกิจกรรมมักจะกลัวว่าผู้เข้าร่วมหรือกลุ่มเป้าหมายจะไม่ได้รับความรู้ จึงพยายามยัดเยียดความรู้ให้โดยเฉพาะการใช้รูปแบบการบรรยายไม่เว้นแม้แต่ในระบบโรงเรียน ซึ่งการบรรยายจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อผู้บรรยายเป็นผู้มีความรู้เฉพาะเรื่องสูง ประกอบกับเนื้อหาเป็นเนื้อหาเฉพาะแต่การบรรยายหากจะได้ผลดีสมควรต้องใช้ควบคู่กับการให้ความรู้โดยวิธีอื่นด้วย “ผมไม่เข้าเรียนเพราะมีความรู้สึกว่าครูสอนไม่ได้เรื่อง ไม่มีมาตรฐานการให้คะแนนผลกลับกลายมาเป็นว่าเราหมดสิทธิสอบ” “ผมไม่เห็นว่าการที่เราผมยาวหรือใส่กางเกงยีนส์ไปเรียนมันจะทำให้ผลการเรียนเราลดลงหรือจะทำให้เราเป็นคนดีหรือไม่ดีกว่าเดิมขึ้นมาได้ แต่พอเราผมยาวครูก็ไม่ให้เข้าห้องเรียน” “เวลาเราเข้าห้องสาย เพราะคาบก่อนเรียนอีกตึกหนึ่งซึ่งไกลมาก แต่อาจารย์ไม่ฟังเหตุผล ไม่ยอมให้เข้าห้องเรียน ไม่รู้จะไปอยู่ไหนก็ไปร้านเกมแทนดีกว่า” เสียงพร่ำบ่นของน้องๆ นักเรียน นักศึกษาที่สะท้อนให้เห็นกระบวนการควบคุมเชิงอำนาจ โดยผู้มีอำนาจตามสถานะหรือบทบาท ซึ่งในที่นี้รวมถึง ครู อาจารย์ ทั้งหลายทั้งการศึกษาในและนอกระบบ ซึ่งการมุ่งสร้างมาตรฐานทางวิชาชีพโดยไม่คำนึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และการไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของผู้เรียนในลักษณะของการจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมย่อมเกิดผลในเชิงลบมากกว่าเชิงบวกเนื่องจากไม่ได้มุ่งแก้ที่สาเหตุของพฤติกรรมด้วยกระบวนที่เป็นขั้นเป็นตอน เช่น กระบวนการ 3E ที่ต้องเริ่มต้นโดยการใช้ E ตัวที่ 1 ก่อนหากใช้แล้วไม่ได้ผล ก็ทดลองใช้ E ตัวที่ 2 และ ใช้ E ตัวที่ 3 เป็นลำดับสุดท้าย กล่าวคือ v E 1 : Read More …

เทคนิคการสอนแบบ Math League

ในสังคมปัจจุบันวิชาคณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญต่อยุคที่เทคโนโลยีและวิทยาการในด้านต่างๆ กำลังเจริญก้าวหน้า และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพราะคณิตศาสตร์ เป็นเครื่องมือนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนเป็นพื้นฐานสำหรับการวิจัยทุกประเภท นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังช่วยพัฒนาความคิดของผู้เรียนให้สามารถคิดอย่างมีระบบ มีเหตุผล และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในขณะนี้ ประเทศไทยกำลังประสบปัญหา เด็กนักเรียนเบื่อหน่ายไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะในระดับชั้นมัธยมศึกษาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน       ผู้เขียนจึงคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหา และพัฒนาในระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่รับผิดชอบ โดยเริ่มจากการสำรวจและศึกษาถึงสาเหตุของปัญหาดังกล่าว เพื่อหาแนวทางแก้ไข และพัฒนาการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ต่อไป ซึ่งจากการใช้แบบสำรวจ แบบสอบถาม และจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนที่รับผิดชอบ พบว่าสาเหตุที่ทำให้นักเรียนของโรงเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน เบื่อหน่าย มาสนใจเรียน มาจากสาเหตุ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ พบว่า โดยส่วนใหญ่ครูที่สอนวิชาคณิตศาสตร์มักใช้การสอนแบบบรรยาย กิจกรรมไม่หลากหลาย นอกจากนี้มักให้แบบฝึกหัดแก่นักเรียนครั้งละมากๆ โดยคิดว่าวิชาคณิตศาสตร์ ถ้าได้ฝึกมากๆ ก็จะทำให้เก่งได้ โดยไม่ได้คิดเลยว่านักเรียนจะเข้าใจในการเรียนหรือไม่ จะทำแบบฝึกหัดได้หรือไม่ หรือการบ้านวิชาอื่นๆ Read More …

แนวการสอนแบบไฮสโคป (High/Scope) พัฒนาเด็กอนุบาลเน้นการลงมือทำ

ไฮสโคป (High Scope) คืออะไร ไฮสโคป (High Scope) เป็นการสอนที่เน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น โดยการให้โอกาสเด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นหรือกิจกรรมต่าง ๆ อย่างอิสระ ซึ่งตรงตามทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive Theory) ของเปียเจต์ (Piaget) นักการศึกษาที่สำคัญคนหนึ่งของโลก ความสำคัญในด้านพื้นฐานโดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียน จะเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active Learning) เพราะเด็กจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงทำให้เกิดความคิด  ความรู้  ความเข้าใจ และรู้จักลงมือแก้ปัญหาด้วยตนอง แนวการสอนแบบไฮสโคป (High Scope) เป็นอย่างไร ไฮสโคป (High Scope) ใช้หลักปฏิบัติ 3 ประการ คือ 1. การวางแผน (Plan) เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติ หรือการดำเนินงานตามงานที่ได้รับมอบหมายหรือสิ่งที่สนใจด้วยการสนทนาร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก และเด็กกับเด็ก ว่าจะทำอะไร Read More …

(ครูเลื่อนผ่านถือว่าพลาด!) 13 เทคนิคช่วยให้ครูเรียกสมาธิเด็กให้ตั้งใจเรียน!!!

1.ครูต้องแสดงออกถึงพลังและความกระตือรือร้นอยู่เสมอในเวลาที่อยู่กับเด็ก อาทิเช่น อย่าเอาแต่ยืนนิ่งๆ อยู่กับที่ ให้เดินไปเดินมาบ้างและคอยพูดคุยสื่อสารกับเด็กอยู่เสมอ ครูควรปฏิบัติทั้งสองเรื่องนี้ควบคู่กันไป พร้อมกับหากิจกรรมที่สนุกสนานให้เด็กทำ 2.การเรียนการสอนควรเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมด้วย ไม่ควรยืนพูดหน้าชั้นอย่างเดียว และครูควรตั้งคำถามบ่อยๆ ทั้งคำถามที่ต้องการคำตอบและไม่ต้องการคำตอบ ในการสาธิตอะไรต่างๆ ให้เด็กดู ครูอาจเป็นคนเริ่มต้นคำถามโดยให้เด็กเป็นคนต่อจนจบ ครูอาจจะทำอะไรบางอย่างให้เด็กดู แล้วถามว่า “ทำไมครูถึงทำอย่างนั้น?” มากกว่าการอธิบายเองทั้งหมด 3.ครูควรทำสิ่งต่อไปนี้บ่อยๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ คือให้เด็กๆ เขยิบมานั่งใกล้ๆ ครูในขณะที่ครูกำลังจัดการเรียนการสอนหรือแสดงอะไรบางอย่างให้เด็กดู อาจให้เด็กนั่งขัดสมาธิบนพื้นก็ได้ 4.เมื่อเด็กตั้งคำถาม ให้ครูโยนลูกไปให้เพื่อนนักเรียนด้วยกันเป็นคนตอบ โดยครูควรแน่ใจว่าเด็กคนแรกที่ครูเรียกเป็นคนที่รู้คำตอบนั้นๆ ดี เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับการเรียนรู้จากกันและกัน 5.ให้ครูชี้ตัวเด็กเมื่อต้องการให้เด็กตอบคำถาม แทนที่จะใช้วิธีเรียกชื่อ เนื่องจากเด็กจะไม่สนใจเรียนจนกว่าจะได้ยินครูเรียกชื่อตนเอง การใช้วิธีชี้ตัวจะทำให้เด็กๆ ทุกคนในห้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องที่กำลังเรียน 6.ในกิจกรรมที่ครูเคยเรียกเด็กให้ร่วมแสดงความเห็น ให้ครูเรียกเด็กคนนั้นซ้ำอีก มิเช่นนั้นเด็กที่ถูกเรียกให้ตอบหรือครูขอความเห็นแล้ว จะหมดความสนใจในการเรียนทันที การเรียกซ้ำจะช่วยให้เด็กตั้งใจเรียนต่อไปหากเด็กคนใดแสดงท่าทีกระตือรือร้นอยากแสดงออก ครูควรมอบหมายให้เด็กเป็นคนรับผิดชอบงานบางอย่าง อาทิ การเล่นเกมในห้อง หรือการทำกิจกรรมบางอย่าง อย่างน้อยที่สุดเด็กคนดังกล่าวจะเรียนรู้ทักษะความรับผิดชอบ 7.ในขณะที่ครูกำลังสาธิตหรือแสดงบางสิ่งให้เด็กกลุ่มหนึ่งดู ให้ครูตั้งคำถามหรือดึงเด็กจากกลุ่มอื่นๆ Read More …

8 เทคนิคการสอนแนวใหม่ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน และใช้ได้ผล ประกอบด้วยเทคนิค การสอนดังต่อไปนี้

  1. วิธีสอนแบบทำงานรับผิดชอบร่วมกัน ( Co – operative Leanning ) ความหมาย เป็นการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่ผู้เรียนทำงานร่วมกันและช่วยเหลือ กันในชั้นเรียน ซึ่งจะสร้างบรรยากาศที่ดีในชั้นเรียน และยังเพิ่มปฏิสัมพันธ์ที่ยอมรับซึ่งกันและกัน สร้างความภาคภูมิใจให้ผู้เรียนทุกคน นอกจากนี้ยังเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอีกด้วย เพราะใน ชั้นเรียนมีความร่วมมือ ผู้เรียนจะได้ฟัง เขียน อ่าน ทวนความ อธิบาย และปฏิสัมพันธ์ ผู้เรียน จะเรียนด้วยการลงมือกระทำ ผู้เรียนที่มีจุดบกพร่องจะได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนในกลุ่ม ความมุ่งหมายของการสอน ความมุ่งหมายของการเรียนแบบทำงาน รับผิดชอบ ร่วมกัน คือ การให้สมาชิกทุกคนใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการทำงานกลุ่ม โดยยังคงรักษา สัมพันธภาพที่ดีต่อสมาชิกกลุ่ม ในการเรียนเป็นกลุ่มแบบเดิมนั้น จุดมุ่งหมายอยู่ที่การทำงานให้ สำเร็จเท่านั้น ขั้นตอนการสอนมี 5 Read More …