5 แนวทางและ 7 กลยุทธ์สำคัญในการเสริมสร้างและพัฒนา EQ 

5 แนวทางพัฒนา EQ เพื่อให้การศึกษาสามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพตามที่สังคมปรารถนา คือ เป็นคนเก่ง ดี และมีความสุขสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้กระบวนการจัดการศึกษาต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนใหม่แทนที่จะ มุ่งเน้นพัฒนา IQ เพียงด้านเดียว ความต้องมีการพัฒนา EQ ควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะทำได้โดย 1. ฝึกให้เด็กรู้จักคุณค่าของตนตามความเป็นจริง ให้มองตนเองในแง่ดี รู้สึกดีต่อชีวิต สามารถชื่นชมตัวเองได้ ฝึกสำรวจอารมณ์ตัวเอง หาสาเหตุของอารมณ์ เข้าใจตนเองและเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น 2. รู้จักแยกแยะอารมณ์ของตนว่าอารมณ์ใดดีอารมณ์ใดไม่ดีถ้าไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ผลที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบถึงตัวเองและผู้อื่นอย่างไร จะใช้การสื่อสารอย่างไรให้ผู้อื่นเข้าใจตนเอง และเกิดผลดีกับการทำงานร่วมกัน และการแสดงออกได้อย่างเหมาะสมกับบุคคล สถานที่ เวลา และสถานการณ์ รู้จักระบายอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม สามารถที่จะอดทน รอคอยและแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมได้อย่างดี 3. ฝึกความสามารถในการหยั่งรู้อารมณ์ของผู้อื่นสามารถรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่นได้จนทำให้เกิดความ เห็นอกเห็นใจ เข้าใจผู้อื่น ฝึกการสังเกต Read More …

‘ทำไมต้องเรียนหนังสือ?’ ที่ปรึกษาด้านการศึกษาของญี่ปุ่น ตอบได้อย่างลึกซึ้งและคมคาย!!

การศึกษาถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อเสริมสร้างความรู้และเปิดโลกให้กว้างได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งในสังคมญี่ปุ่นก็ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก แต่ก็ใช่ว่าเด็กทุกคนจะรักการเรียนเสมอไป จนกระทั่งกลายมาเป็นคำถามว่า ‘ทำไมต้องเรียนหนังสือ?’ ผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่ปรึกษาทางด้านการศึกษาของญี่ปุ่น คุณ Nobufumi Matsunaga ก็ได้ให้ความสำคัญกับคำถามที่ว่านี้ และการจะตอบคำถามนั้นจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องขัดเกลาคำตอบให้กระจ่างแจ้ง เพื่อทำให้เด็กๆ เข้าใจว่าทำไมการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มจากคำตอบในทางด้านบวกกันก่อน ‘การศึกษาจะสะท้อนได้ดีที่สุดนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยและพัฒนาการของเด็ก โดยทั่วๆ ไปแล้วการศึกษาจะช่วยให้คุณพัฒนาตัวเอง ส่งผลให้คุณสามารถไปประกอบอาชีพที่คุณชอบและสามารถหาเงินเลี้ยงชีพในอนาคตได้ ทั้งนี้เรียนหนังสือก็เพื่ออิสรภาพนั่นเอง’   แต่ที่เราเรียนหนังสือกันนั้นก็ใช่ว่าจะเรียนเพื่อพัฒนาตัวเองเสมอไป เขากล่าวเสริมเอาไว้ว่า ‘นอกจากนี้ โลกของเราเต็มไปด้วยการโกหกและการหลอกลวง และด้วยเหตุผลนี้ทำให้เราต้องการที่จะเติบโตขึ้นเพื่อให้รู้ทันคน เราสามารถสามารถตรวจจับการโกหกด้วยการเรียนหนังสือ แต่ถ้าเราไม่พัฒนาทักษะทางด้านตรรกะความคิดจากการเรียนหนังสือเลย คุณก็จะมารู้สึกเสียใจในภายหลัง’   ทั้งนี้เขากล่าวปิดท้ายไว้อย่างคมคายว่า ‘เด็กๆ จะมีความอ่อนไหวต่อแนวคิดของการได้มาและการสูญเสีย เพราะฉะนั้นการอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้พวกเขาเข้าใจ ก็จะทำให้พวกเขาเห็นภาพอนาคตของตัวเองหลังจากให้ความสำคัญกับการศึกษา’ ที่มา : rocketnews24 http://www.catdumb.com

8 ลักษณะบุคคลที่มีความสามารถทางด้าน(พหุปัญญา)

1. คนที่มีความสามารถทางสติปัญญาด้านภาษาจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี 1.1 สามารถจับใจความได้ดีจากการฟังสิ่งต่าง ๆ 1.2 สามารถถ่ายทอดความคิดโดยการพูดได้ชัดเจน 1.3 สื่อสารได้ความชัดเจนตรงประเด็น 1.4 สามารถอ่านหนังสือต่าง ๆ ได้ถูกต้อง เข้าใจความหมาย จับใจความได้ดี 1.5 เขียนถ่ายทอดความรู้สึกความรู้ข้อมูลได้ถูกต้องชัดเจนและสามารถเขียนถ่ายทอดได้หลากหลายแนวทาง 2. คนที่มีความสามารถทางสติปัญญาด้านตรรกะจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี 2.1 เป็นคนที่คิดเป็นระบบมีเหตุผลในการคิด 2.2 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คือ คิดพิจารณาส่วนย่อยของประเด็นให้เห็นภาพชัดเจน 2.3 มีความสามารถในการคิดสังเคราะห์ คือ ประมวลเชื่อมโยงแง่มุมความคิดรวบยอดและประเด็นต่าง ๆ ให้เป็นเรื่องเดียวกัน 2.4 มีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ นำเหตุผลข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ เชื่อหรือไม่เชื่อ Read More …

24 เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (co-operative learning)

อาร์ซต และนิวแมน (Artzt and Newman. 1990 : 448 – 449) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือ (co-operative learning) เป็นวิธีที่ผู้เรียนทำการแก้ปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ  สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความสำคัญต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกลุ่ม เพื่อบรรลุเป้าหมายสมาชิกทุกคนจึงช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหา ครูเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือจัดหาและชี้แนะแหล่งข้อมูลในการเรียนตัวนักเรียนเองจะเป็นแหล่งความรู้ซึ่งกันและกันในกระบวนการเรียนรู้  .. 1. เทคนิคการพูดเป็นคู่ (Rally robin) นักเรียนแบ่งเป็นกลุ่มย่อย  แล้วพูด ตอบ แสดงความคิดเห็นเป็นคู่ ๆ แต่ละคู่จะผลัดกันพูด และฟังโดยใช้เวลาเท่าๆ กัน (Kagan. 1995 : 35) ที่มาของภาพ : http://abasketfullofapples.blogspot.com 2. เทคนิคการเขียนเป็นคู่ (Rally Read More …

ชีวิต…คือ”การเรียนรู้”

จากคำนิยามของชีวิตที่หลายๆคนต่างพูดพร้อมกันว่า “ ชีวิต คือการเรียนรู้ ” นั้นมันเป็นสิ่งที่ตีความหมายได้ลึกซึ้งและกว้างขวางยิ่งนัก ที่สำคัญที่สุดมันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้…ในการดำรงชีวิตของคนเรานั้นต้องมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่เกิดจากท้องมารดา จนกระทั่งสิ้นสุดลมหายใจ แต่การเรียนรู้นั้นจะเกิดประโยชน์ได้เช่นไร หากมันไม่ใช่การเรียนรู้ที่มุ่งไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น เมื่อเราพูดถึงการเรียนรู้หลายๆคนจะเข้าใจและเห็นภาพนักเรียนหรือนักศึกษาที่นั่งบนเก้าอี้ภายในห้องทสี่เหลี่ยมแคบๆแล้วมีอาจารย์นั่งบรรยายถึงเนื้อหาต่างๆอยู่หน้าห้อง  ซึ่งแท้จริงแล้วเราทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิง  ทั้งเด็ก ,วัยรุ่น, ผู้ใหญ่ แม้กระทั่งวัยชราก็สามารถเรียนรู้ได้ เพราะการเรียนรู้นั้น หมายถึง การทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆที่เราไม่รู้   มันไม่ได้จำกัดว่าต้องเกิดการเรียนรู้เรื่องใด และที่ใด มนุษย์เป็นสัตว์สังคมไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสังคมได้ แต่จะต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เมื่อมีหลายๆคนมาอยู่รวมกันแล้วความหลากหลายหรือความแตกต่างก็จะเกิดขึ้นในสังคม ดังนั้นการทำความเข้าใจในเรื่องที่แตกต่างจึงเป็นหน้าที่ของคนสังคมนั้นๆที่ต่างต้องศึกษากันและกันในเรื่องของความแตกต่างที่มีอยู่ เพื่อให้เราสามารถอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจกัน ดังคำกล่าวที่ว่า “แตกต่าง…แต่ไม่แตกแยก ” เมื่อคนเรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างที่เกี่ยวข้องกับเราและคนรอบข้างแล้วจะทำให้เราเป็นคนเท่าทันหรือเป็นคนทันเหตุการณ์การกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ เมื่อมีปัญหาอะไรเราก็สามารถแก้ปัญหาอย่างคนมีความรู้และด้วยวิธีที่ถูกต้อง เราจะเห็นได้ว่าชีวิตที่เติมเต็มไปด้วยความรู้เนื่องมาจากการเรียนรู้นั้นทำให้เราสามารถมีความสุขในการดำรงชีวิต ดังนั้น ในถานะที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการความสุข ความสำเร็จในชีวิต เราจึงควรที่จะกอบโกยหาความรู้ให้กับตัวเองให้มากๆ แล้วในที่สุด เราก็จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ!! ที่มา http://oknation.nationtv.tv/blog/yah/2009/09/17/entry-1