แพทย์ชี้!!!เด็กช่วงวัยแรกเกิดถึง 6 ขวบ สมองมีการเรียนรู้มากที่สุด!

นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เลขาธิการมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์กล่าวเมื่อวันที่ 2 มีนาคมว่า จากรายงานสถิติจำนวนประชากรเมื่อปี 2550 โดยสำนักบริหารการทะเบียนสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทยมีเด็กปฐมวัย อายุ0-6 ปี จำนวน 4.7 ล้านคนคิดเป็นร้อยละ 7.5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเป็นวัยที่จะต้องได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างใกล้ ชิดโดยเฉพาะการสนับสนุนการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กในช่วงนี้ให้มี คุณภาพทั้งในด้านโภชนาการ การเลี้ยงดู การส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการเพราะเป็นวัยที่มีการเรียนรู้มากที่สุดใน วงจรชีวิตมนุษย์สมองเด็กวัยนี้จะเจริญเติบโตและมีน้ำหนักถึงร้อยละ 80 ของผู้ใหญ่โดยมีการสร้างเครือข่ายของสมองและพัฒนาจุดเชื่อมต่อระบบเซลล์ ประสาทมากกว่าช่วงอื่นๆของชีวิต “การเลี้ยงดูที่มีคุณภาพจะ ส่งผลให้เด็กเจริญเติบโต สมบูรณ์แข็งแรงมีพัฒนาการสมดุลทั้งทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจและอารมณ์ซึ่งการให้ความสำคัญและมุ่งพัฒนาเด็กแม้เพียง 1 ปีในกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียน เด็กจะมีความสามารถและพัฒนาการที่สูงขึ้น”นพ.ประเสริฐกล่าว นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า การพัฒนาการเด็กปฐมวัยนี้รอไม่ได้ ไม่เช่นนั้นคือ “สายแล้วสายเลย” รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องข้างต้นเร่งบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม Read More …

เด็กขี้อายเกินไป เสี่ยงเป็นโรคกังวลต่อการเข้าสังคม และมีปัญหาเมื่อเติบโต

ลูกขี้อาย ผิดปกติหรือไม่  นิสัยขี้อายของเด็กๆถือเป็นภาวะปกติตามพัฒนาการ เมื่อต้องเผชิญกับคนที่ไม่คุ้นเคย แต่คุณแม่เอะใจสักนิดหากลูกมีอาการดังกล่าวตลอดเวลา ไม่กล้าแสดงออก แก้ไม่หายสักที  ลูกของคุณแม่อาจมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม จนกลายเป็นโรครคกังวลต่อการเข้าสังคม (Social Anxiety in Children & Adolescents)ได้ค่ะ โรคนี้พบได้ในเด็กวัยเรียนถึงวัยรุ่น หากลูกของคุณเป็นเด็กขี้อายคุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจดังนี้ค่ะ อาการโรคกังวลต่อการเข้าสังคม เด็กจะมีความกลัวต่อการถูกเฝ้ามองหรือถูกประเมินจากคนรอบข้าง เด็กกลุ่มนี้จะมีความคิดว่า เขาอาจจะทำหรือพูดอะไรที่ดูไม่เข้าท่าในสายตาคนอื่นๆ หรือเเสดงอะไรที่ตลกๆ เปิ่นๆออกไป ทำให้ตัวเองอาย หรืออาจตกเป็นเป้าสายตาของการถูกการวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้าง  ความแตกต่างของโรคนี้จากความ “ ขี้อาย ” ทั่วไปก็คือ เด็กเหล่านี้จะแทบทำอะไร ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้เลย เด็กขี้อายทั่วไป เด็กขี้อายทั่วไปอาการมักจะหายไปเมื่อโตขึ้น แต่ถ้าเป็นโรคกังวลต่อการเข้าสังคมต้องบำบัดถึงจะหายขาด เด็กบางคนกังวลต่อการเข้าสังคมมากจนส่งผลต่อระบบต่างๆของร่างกาย เช่น  อาเจียน เวียนศีรษะ มือสั่น Read More …

ปั้นลูกฉลาดได้ด้วย 30 เทคนิค แบบฉบับคุณแม่มืออาชีพ!

คุณแม่ทุกคนย่อมอยากมีลูกที่น่ารัก ฉลาดสมวัย ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องอาศัยเทคนิคดีๆ วันนี้ อย่ารอช้า mamaexpert นำเทคนิคเลี้ยงลูกที่ช่วยให้ลูกรักของคุณ มีมันสมองที่ชาญฉลาดสมวัยสมใจแม่ ทำเลยค่ะ เทคนิคที่ 1 ตามองตาช่วยลูกฉลาด   เมื่อลูกลืมตาตื่นขึ้น ให้เรามองหน้าสบสายตาหนูน้อยสักครู่ หนูน้อยแรกเกิดจดจำใบหน้าของคนได้เป็นสิ่งแรกเสมอ และใบหน้าของพ่อแม่คือใบหน้าแรกที่ลูกอยากจะจดจำ ซึ่งแต่ละครั้งที่หนูน้อยจ้องมองใบหน้าของเรา สมองก็จะบันทึกความทรงจำไว้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย เทคนิคที่ 2 พูดต่อสิลูก ช่วยลูกฉลาด  เวลาพูดกับลูก เว้นช่องว่างในช่วงคำง่าย ๆ ที่ลูกจะสามารถพูดต่อได้ เช่น พยางค์สุดท้ายของคำ หรือคำสุดท้ายของประโยค ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะเงียบและทำหน้างง แต่ในที่สุดถ้าทำอย่างนี้บ่อย ๆ ในประโยคซ้ำ ๆ ลูกจะค่อย ๆ จับจังหวะ Read More …

แพทย์ชี้!!!เด็กวัยหัดเดินเล่นมือถือ-แท็บเล็ตมาก พัฒนาการทางการพูดยิ่งช้าลง!

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโตและโรงพยาบาลเด็กในโตรอนโตเปิดเผยผลวิจัยว่า เด็กเล็กวัยกำลังหัดเดินหากใช้อุปกรณ์มือถือ-แท็บเล็ตมากเกินไป อาจส่งผลพัฒนาการการเดินและพูดช้าลง การวิจัยเก็บข้อมูลจากเด็ก 900 คนที่ใช้มือถือและแท็บเล็ต และใช้เครื่องมือตรวจวัดพัฒนาการเพื่อประเมินการพัฒนาการพูดของเด็ก พบว่า ทุกๆ 30 นาทีที่เด็กใช้ไปกับการเลื่อนหน้าจอ เท่ากับความเสี่ยงในการพูดล่าช้าเพิ่มขึ้น 49% แพทย์ระบุว่า เด็กวัยนี้ต้องพัฒนาสมองตัวเองด้วยการเดินและการสื่อสารกับสิ่งรอบข้าง หากปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอ แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อพัฒนาการทางการสื่อสารกับผู้อื่น ภาพจาก Pexels ที่มา – People’s Daily https://www.blognone.com

รักลูกต้องอ่าน!เมื่อการวิจัยพบว่า พ่อแม่ติดเล่นมือถือ กีดกั้นการพัฒนาสมองของลูก

การวิจัยล่าสุดในหนูทดลอง นำมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของมนุษย์ หากพ่อแม่มีนิสัยติดเล่นมือถือ ขาดการเอาใจใส่ลูก สามารถส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสมองของลูกได้เช่นกัน ปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของหลาย ๆ คน เมื่ออยู่บ้าน คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องประสานงาน ทำงานหรือจัดการทุกสิ่งผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นประจำ แต่จาก การศึกษาล่าสุด ตีพิมพ์ใน Translational Psychiatry พบว่า  นิสัยติดเล่นโทรศัพท์มือถือของพ่อแม่นั้น สามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการพัฒนาสมองของลูกได้ ถึงแม้งานวิจัยนี้จะทดสอบกับหนู แต่นักวิจัยหวังว่า ผลของงานวิจัยนี้ จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นและไม่มองข้ามผลกระทบนี้เช่นกัน Dr. Tallie Baram ผู้เขียนงานวิจัยกล่าวกับ Time ว่า “วัตถุประสงค์ของการทำงานวิจัยนี้เพื่อให้ทราบว่า การดูแลเอาใจใส่ลูกอย่างดีนั้นเป็นเรื่องจำเป็นมาก ซึ่งสามารถส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของลูกได้ ถ้าหากลูกได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่อย่างดีและต่อเนื่อง จะทำให้สมองของลูกพัฒนาไปในทางที่ดีด้วยเช่นกัน” ผลกระทบต่อการพัฒนาของสมองและอารมณ์ นักวิจัย นำหนูทดลองมา 2 คู่ และจัดให้อยู่ในสถานที่ที่คล้ายคลึงกัน ต่างกันเพียงแค่สิ่งแวดล้อม ซึ่งหนูคู่หนึ่งถูกจัดให้อยู่ในสถานที่ที่สิ่งแวดล้อมไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ทำให้แม่หนูจะต้องใช้เวลาไปกับการจัดทำรังเองอยู่ตลอดเวลา นักวิจัยเริ่มสังเกตว่า ลูกหนูทดลองที่อยู่ในรังที่ไม่สมบูรณ์นั้น Read More …