งานวิจัยเผย! ‘ลูกคนเดียว’ มีพัฒนาการทางด้านลักษณะนิสัย แตกต่างไปจาก ‘เด็กที่มีพี่น้อง’

เราคงจะเข้าใจกันดีว่าอุปนิสัยของลูกๆ นั้นจะเกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ และสภาพแวดล้อม ที่เป็นปัจจัยให้พวกเขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่จากผลงานวิจัยล่าสุดก็พบว่า จริงๆ แล้วการเป็นลูกคนเดียว หรือมีพี่น้อง ก็อาจจะส่งผลกับสมองที่เป็นส่วนสำคัญในการกำหนดอุปนิสัย และบุคลิกของเด็กด้วยเช่นเดียวกันนะ!?     งานวิจัยชิ้นนี้มาจากมหาวิทยาลัยซีหนาน ที่ตั้งอยู่ในเมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน โดยนักวิจัยได้ทำการศึกษาจากอาสาสมัครที่อยู่ในวัยนักศึกษาทั้งหมด 250 คน ซึ่งแบ่งออกเป็นคนที่เป็นลูกคนเดียว 50% และอีก 50% ก็เป็นเด็กที่เกิดมามีพี่น้อง โดยศึกษาถึงในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการเข้าสังคม และบุคลิกภาพ ด้วยวิธีการสแกนสมองและให้เข้าร่วมตอบบทสัมภาษณ์ จากการศึกษาก็พบว่ามันมีความแตกต่างกันที่เห็นได้อย่างชัดเจนระหว่างเด็กที่เป็นลูกคนเดียวกับเด็กที่มีพี่น้อง…     เด็กที่เป็นลูกคนเดียวจะมีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเลิศกว่า แต่พวกเขาจะมีลักษณะทางบุคลิกภาพที่น่าพอใจน้อยกว่า หรือกล่าวคือพวกเขาแสดงให้เห็นว่ามีความเห็นแก่ตัว ต้องการที่พึ่งพิง และเข้าสังคมได้ยากกว่า     เท่านั้นยังไม่พอนักวิจัยยังเปิดเผยอีกว่า ความแตกต่างของพวกเขาไม่ได้แสดงให้เห็นผ่านการตอบคำถามในการสัมภาษณ์เท่านั้น แต่สมองของพวกเขาก็ยังมีการพัฒนาการที่แตกต่างกันด้วย Read More …

12 พฤติกรรมของพ่อแม่รังแกลูก! แชร์เพื่อส่งต่อความรู้ดีดีสำหรับครอบครัว

ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยการยอมรับ            เขาจะเป็นคนที่พอใจในตนเอง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยการให้กำลังใจ       เขาจะเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเอง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความยุติธรรม        เขาจะเป็นคนมีใจเป็นธรรม ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความเป็นมิตร        เขาจะมีความรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความรักและความอบอุ่น        เขาจะเป็นคนมีศรัทธาในชีวิต ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยคำตำหนิติเตียน       เขาจะเป็นคนล้มเหลว ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความเย้ยหยัน         เขาจะเป็นคนขลาดอาย ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความละอาย            เขาจะเป็นคนขี้ระแวง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความมานะ                  เขาจะเป็นคนอดทน ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความชื่นชม  เขาจะเป็นคนซาบซึ้งในคุณค่าของตนเองและผู้อื่น ที่มา : คู่มือการเลี้ยงลูกของคุณหมอชนิกา ตู้จินดา 1.ใครเลี้ยงคนนั้นก็จะมีอิทธิพลต่อลูกมากที่สุด 2.ชอบใช้เงินแก้ปัญหา 3.ดุเด็กว่าโง่เด็กน้อยย่อมขาดกำลังใจ 4.ให้เขาได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาด้วยตัวเองเสียบ้าง 5.อย่าทะเลาะกันให้เด็กเห็น 6.ชอบเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น 7.ทางสายกลางดีที่สุด 8.อย่าปล่อยให้เค้ารู้สึกเดียวดาย 9.ให้อะไรลูกโดยที่ไม่มีข้อแลกเปลี่ยน 10.ให้ความรู้เรื่องการเงินเสียบ้าง 11.สอนเรื่องมารยาทเสียบ้างเด็กจะได้ดูน่ารัก 12.อย่าปล่อยเฉยจนเด็กไม่รู้ถูกหรือผิด ที่มา ครูแร็คนักจิตวิเคราะห์

ดุเด็กอย่างไรให้ ถูกวิธี เห็นผลดีแน่นอน!

ในการดุ หรือตำหนิลูก ของพ่อแม่นั้น ก็หวังเพื่อให้ลูกได้ รับรู้ และตระหนักในความผิด ความไม่ถูกต้องจากพฤติกรรมของตัวเอง เกิดการเรียนรู้และแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ แต่การตำหนิลูกไม่ถูกวิธี อาจทำให้ลูกสูญเสียความเชื่อมั่น และคุณค่าในตัวเอง เป็นปมขัดแย้งในใจ เกิดพฤติกรรมต่อต้าน สัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูกแย่ลงได้ และทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่ดุลูกไป เชื่อว่าต้องมีหลายคนที่จะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ถึงอย่างไรในการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีได้นั้น คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องยึดหลักที่ว่า ‘ถูกก็ว่าไปตามถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด’ เมื่อลูกน้อยเผลอทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ก็ตาม นั่นก็เป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องคอยตักเตือนและชี้ทางที่ถูกที่ควรเพื่อให้เขาปรับปรุงตัว  และเมื่อดุไปแล้ว หากอยากจะปลอบโยนลูก หรือขอโทษที่เสียงดังหรือเผลอกระทำลงไม้ลงมืออะไรไป ก็สามารถทำได้ แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญกับวิธีการดุลูกและการปลอบลูกด้วยนะคะ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วลองดูวิธีดุลูกอย่างเหมาะสมกันดีกว่าค่ะ ว่าคุณพ่อคุณแม่ควรดุลูก หรือทำอย่างไร เพื่อให้ลูกรับรู้ และเชื่อฟัง ในความผิดของตนเอง 1. อันดับแรกพ่อแม่ต้องปรับใจเป็นกลาง เพราะเด็กๆ ทุกคน มีโอกาสทำผิดกันได้ทั้งนั้นประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กยังน้อย จะให้เก่ง รู้เรื่องไปหมดคงเป็นไปไม่ได้ตอนเราเป็นเด็กก็ยังเคยทำผิดมาก่อน อย่าเพิ่งอคติตั้งแง่กับลูกตั้งแต่เริ่มต้น 2. Read More …

5 ขั้นตอนสอนลูกควบคุมอารมณ์เครื่องมือพัฒนาทักษะสมอง EF

บ่อยครั้งที่เด็กๆ มักจะควบคุมอารมณ์ตนเองไม่อยู่ หลายคนร้องไห้งอแง บางคนก็ทำร้ายตัวเอง หนักเข้าก็ทำร้ายผู้อื่น เราสามารถสอนเขาได้ค่ะ เพื่อโตขึ้นจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักการควบคุมอารมณ์ คริสตี้ เบอร์เน็ตต์ บรรณาธิการเว็บไซต์ childhood101.com บอกว่าเวลาที่เด็กๆ ประสบภาวะทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์โกรธ อิจฉาริษยา รู้สึกน้อยใจ เสียใจ ฯลฯ ถ้ามีพ่อแม่อยู่เคียงข้างเขา ให้คำปรึกษาเขา จะทำให้การจัดการอารมณ์ของทั้งพ่อ แม่ และลูก เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะนอกจากเด็กๆ จะเรียนรู้เรื่องการจัดการอารมณ์ของตนเองแล้ว เขายังควบคุมตนเองไม่ไปทำร้ายคนอื่นได้อีกด้วย ซึ่งวิธีการทั้ง 5 ข้อ มีดังนี้ เตือนตัวเองว่าการทำร้ายคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ควร ซึ่งพ่อแม่ต้องสอนลูกตั้งแต่ในบ้านค่ะ ว่าเราไม่มีสิทธิ์ทำร้ายผู้อื่นทั้งต่อร่างกาย ทรัพย์สิน หรือแม้แต่คำพูดของเราเองก็ไม่ควรทำร้ายจิตใจคนอื่น สูดหายใจลึกๆ 3 ครั้งและนับ Read More …